Review Vivo V9 เจาะลึกคุณสมบัติและฟีเจอร์ที่น่าสนใจของกล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลที่มาพร้อม AI Scene Recognition อันชาญฉลาด !!

Vivo V9 เปิดตัวไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และต้องบอกว่ากระแสของ V9 นั้นแรงไม่ใช่เล่น ส่วนหนึ่งต้องยกให้กล้องหน้าที่รอบนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้นจาก V7+ แบบสัมผัสได้ อีกทั้งยังมาพร้อมกับเทคโนโลยี AI ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่ได้สวยใสชัดทุกช็อต แถมยังมีฟีเจอร์ใหม่ ๆ มาให้ใช้งานอีกเพียบ ไม่ว่าจะเป็น AI Face beauty , AI Selfie Lighting , AR Stickers ,AI HDR , AI Portrait ซึ่งวันนี้เราจะมาเจาะลึกฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของตัวกล้องที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI รุ่นแรกจากค่าย Vivo กันครับ

 

ภาพวันเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย และภาพบรรยากาศ กิจกรรม Vivo V9 1st day sale with love ที่มีกระแสตอบรับถล่มทลาย

Vivo V9 เปิดตัวด้วยกระแสสุดร้อนแรง พร้อมเปิดตัวพรีเซนเตอร์หนุ่มสุดหล่อ คุณกันต์พิมุกต์ ภูวกุล หรือ BAMBAM GOT7 ทำให้กระแสตอบรับ Vivo V9 ดีเกินคาด

ขอบคุณภาพจาก Official Vivo Thailand ‏

 

สำหรับรอบนี้ Vivo มีการปรับเปลี่ยนดีไซน์ของ V9 ใหม่ โดยมาพร้อมหน้าจอแสดงผล FullView Display ในอัตราส่วน 19:9 มองได้เต็มตาจุใจกว่าเดิมด้วยสัดส่วนหน้าจอแสดงผลถึง 90% และมีความละเอียดที่เพิ่มขึ้นเป็น Full HD+ ทำให้ภาพมีความคมชัดให้รายละเอียดที่ดีขึ้นจากรุ่นพี่ Vivo V7+ แบบรู้สึกได้ทันทีที่สัมผัส ด้านหลังมาพร้อมกล้องคู่ และการดีไซน์โค้งมนแบบ 3 มิติ จับถนัดกระชับมือตามหลักสรีระศาสตร์ วัสดุในรุ่นสีดำมีความมันวาว ให้ฟิลลิ่งพรีเมี่ยมในแบบกระจก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยรอยนิ้วมือที่เปื้อนง่ายไปสักนิด ในภาพรวม ๆ Vivo V9 มีสเปคที่ดีขึ้น ขับเคลื่อนด้วยชิปเซ็ต Snapdragon 626 หน่วยความจำ 4GB  พื้นที่จัดเก็บข้อมูล 64GB รองรับ microSD Card สูงสุด 256GB สเปคใช้งานทั่วไปได้อย่างลื่นไหล รวมไปถึงการเล่นเกมที่ต้องการประสิทธิภาพสูงก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

สำหรับไฮไลท์หลักของ Vivo V9 คงต้องบอกว่าเป็นการที่ Vivo พัฒนาเทคโนโลยี AI โดยใช้ซอฟต์แวร์ที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่กับเทคโนโลยีการเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) และวิจัยเชิงลึก เพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์การถ่ายภาพที่ดีที่สุดจากกล้องของ Vivo V9 นั่นเองครับ

Vivo V9 Specs

  • Processor: Qualcomm Snapdragon 626 Octa-core 2.2GHz (Cortex-A53)
  • RAM 4GB
  • หน่วยความจำตัวเครื่อง 64GB ROM
  • รองรับการ์ด microSD Card สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ 3260mAh
  • สี Pearl Black, Gold
  • ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 4.0 (Based on Android 8.1)
  • ขนาดตัวเครื่อง 154.81×75.03×7.89 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก 150 กรัม
  • จอแสดงผล: หน้าจอ IPS Capacitive Touch Screen/ incell ทัชสกรีน 2.5D ขนาด 6.3” ความละเอียด Full HD+(1080*2280) อัตราส่วน 19:9
  • ถาดซิม: ช่องใส่นาโนซิม 2 ช่อง และช่องใส่การ์ด microSD 1 ช่อง
  • Dual SIM Dual Standby (4G/3G)
  • กล้องหน้า 24MP (f2.0)
  • กล้องหลัง 16MP +5MP (f2.0) พร้อมแฟลชด้านหลัง
    โหมดถ่ายภาพต่าง ๆ Ultra HD, PPT, Professional, Slow, Time-Lapse Photography, Camera Filter, Live, AI Bokeh, AI HDR, AI Face Beauty, Panorama, 4K video, Palm capture, Gender detection, Retina Flash, AR Stickers, AI Scene Recognition
  • การเชื่อมต่อ: USB (USB2.0), Wi-Fi, Bluetooth (Bluetooth 4.2), GPS, OTG, FM
  • เซ็นเซอร์: Accelerometer, Ambient light sensor, Proximity Sensor, E-compass, (Virtual) Gyroscope
  • อุปกรณ์ที่มาพร้อมในกล่อง: สมาร์ทโฟน V9, หูฟัง, เอกสารประกอบ, สาย USB, พาวเวอร์อแดปเตอร์, อุปกรณ์ถอด SIM, เคสโทรศัพท์ และ ฟิล์มกันรอย
  • ราคา 10,999 บาท

 

 

สำหรับบทความนี้จะเน้นในเรื่องกล้องเป็นหลักนะครับ

จุดขายหลักของ Vivo V9 คือกล้องหน้าตัวใหม่ล่าสุดที่ให้ความความละเอียดมาถึง 24 ล้านพิกเซล พร้อม AI Scene Recognition ที่มีระบบประมวลผลอันชาญฉลาด สามารถตอบโจทย์การเซลฟี่ได้ดีในทุกสถานการณ์ และนอกจาก  AI Face Beaut ที่เป็นจุดขายหลักแล้ว Vivo V9 ยังมีโหมดการถ่ายที่น่าสนใจอีกไม่น้อย ส่วนจะมีอะไรบ้างขอเชิญมาติดตามรับชมกันได้เลยครับ

 

User Interface หรือเมนูกล้องของ Vivo V9 ถูกออกแบบมาให้เข้าถึงและเรียกใช้งานได้อย่างสะดวกคล่องตัว ผู้ใช้งานสามารถใช้การปัดนิ้วไปทางซ้าย/ขวาของหน้าจอเพื่อเข้าสู่โหมดการถ่ายต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ส่วนด้านบนของเมนูจะเป็นไอคอนที่เข้าถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ ของกล้อง อาทิเช่น เปิด/ปิดการใช้งานแฟลช, โหมด HDR,  Portrait Bokeh (หน้าชัดหลังเบลอ) LIVE PHOTO , และการตั้งค่าโดยรวมของกล้อง

สำหรับโหมดการถ่ายจะประกอบไปด้วย PROFESSIONAL, PANORAMA, FACE BEAUTY, TAKE PHOTO, VIDEOS, AR STICKERS และ GROUP SELFIE ที่เพิ่มเข้ามาเมื่อเปิดใช้งานกล้องหน้า ส่วนการตั้งค่าหลักจะเน้นไปที่การอำนวยความสะดวกในการใช้งาน อาทิเช่น ตั้งเวลาในการถ่าย, การสั่งถ่ายด้วยวิธีแตะหน้าจอ, ถ่ายด้วยคำสังเสียง และฝ่ามือ, เลือกพื้นที่จัดเก็บข้อมูลที่ต้องการบันทึก, การใส่ลายน้ำ, ปิดเสียงชัตเตอร์, ระบุ GPS และในโหมด FACE BEAUTY ของกล้องหน้ายังสามารถระบุเพศของผู้ถ่ายได้อีกด้วย

 

สำหรับโหมดการถ่ายอื่น ๆ  ผู้ที่เคยใช้งานค่าย Vivo มาก่อนก็คงจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นโหมดโปร, โหมดการถ่ายเอกสาร, การถ่ายภาพความละเอียดสูงอย่าง Ultra HD , TIME-LAPSE เป็นต้น

แต่ไฮไลท์จริง ๆ ของ Vivo V9 จะอยู่ที่กล้องหน้า ที่มาพร้อมกับ AI ที่ชาญฉลาด สามารถตอบโจทย์การถ่ายเซลฟี่ได้ดีเยี่ยมในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะโหมด Portrait Bokeh และ FACE BEAUTY ซึ่งจัดว่าเป็นจุดขายหลักของ Vivo V9 ก็ว่าได้ครับ

 

คราวนี้เรามาทดลองใช้งานเซลฟี่จากกล้องหน้าความละเอียด 24 ล้านพิกเซลของ Vivo V9 กันครับ โดยจะเป็นการลองถ่ายระหว่างโหมดปรกติเปรียบเทียบกับ Portrait Bokeh ซึ่งเราจะถ่ายกันแบบบ้าน ๆ เสมือนใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน ไม่ได้มีจัดแสงจัดไฟ หรือใช้เทคนิคพิเศษช่วยแต่อย่างใด

 

AI Portrait

เปิดใช้งาน AI Portrait ด้วยการแตะที่ไอคอนรูปคนด้านบนของเมนูกล้อง

AI Portrait ของ Vivo V9 ทำผลงานได้ดี ไม่ว่าจะเป็นจากสภาพแสงภายนอก รวมไปถึงสภาพแสงที่มีความหลากหลายภายในอาคาร

 

แม้กระทั่งในที่แสงน้อย ก็ยังจับโฟกัสได้ค่อนข้างแม่นยำ เมื่อถ่ายออกมาแล้วให้ภาพที่ยังมีความคมชัดใสเคลียร์ในระดับที่น่าพึงพอใจ

 

ประโยชน์ของโหมด Portrait Bokeh บางทีก็ไม่ได้อยู่ที่หน้าชัดหลังเเบลอ เพื่อต้องการความโดดเด่นของผู้ถ่ายเพียงอย่างเดียว แต่บางสถานการณ์เราอาจไม่ต้องความรกความชัดจากองค์ประกอบของพื้นหลัง การที่มีโหมด Portrait Bokeh มาให้ใช้งานจึงเป็นความลงตัวของผู้ที่ชื่นชอบการเซลฟี่ได้เป็นอย่างดีเลยครับ

 

ตามหลักของการถ่ายภาพ Portrait ที่ต้องการภาพหน้าชัดหลังเบลอ หรือ Depth of Field นั้นมีองค์ประกอบหลายอย่าง สำหรับรูปทดสอบที่ลองถ่ายมาจากด้านบนจะเห็นว่าระยะห่างระหว่างตัววัตถุกับพื้นหลังนั้นค่อนข้างห่างเลยทำให้การละลายหลังได้ดียิ่งขึ้น สำหรับรูปนี้ลองเลือกฉากพื้นหลังที่อยู่ใกล้ตัวเพื่อทดสอบ AI Portrait ของ Vivo V9 ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาถือว่าสอบผ่าน ภาพที่ได้ให้ความเป็นธรรมขชาติโดยไม่ดูหลอกตามากนัก สรุป AI Portrait มีความฉลาด และประมวลผลออกมาได้ค่อนข้างดีมาก แถมยังรองรับการใช้งานได้ดีในทุกสถานการณ์

 

 

ทดสอบกันต่อกับกล้องหน้าในโหมด  FACE BEAUTY หรือโหมดใบหน้าสวย ที่ใช้ AI Face Beauty ในการขับเคลื่อนครับ

AI Face Beauty

กล้องหน้าจะมีระบบ AI มาเป็นผู้ช่วยในการประมวลผล แต่ผู้ใช้ก็สามารถเลือกปรับแบบแมนวนได้เช่นกัน โดยสามารถปรับความ BEAUTY ได้ 6 ระดับ

สำหรับหลักการทำงาน AI Face Beauty จะทำหน้าที่ตรวจจับลักษณะของผู้ใช้ อาทิ อายุ เพศ โทนสีผิว สภาพผิว รวมถึงสภาพแสงโดยรอบ จากนั้นจะนำไปประมวลผลร่วมกับข้อมูลในดาต้าเบสที่ Vivo ได้รวบรวมภาพถ่ายใบหน้าไว้กว่าล้านรูปทั่วโลก เพื่อช่วยจัดทำอัลกอริทึมของ AI ทั้งนี้ โหมด AI Face Beauty ช่วยปรับแต่งใบหน้าโดยเลือกอัลกอริทึมที่ทำให้ได้ภาพออกมาดีที่สุด และเมื่อใช้งานมากขึ้นเรื่อย ๆ AI จะเรียนรู้รูปแบบการแต่งภาพที่ผู้ใช้ชื่นชอบ รวมถึงการตั้งค่าที่เหมาะสมกับผู้ใช้ ส่งผลให้ได้ภาพเซลฟี่ที่สวยสมใจทุก ๆ ครั้ง

 

AI Face Beauty ตัวระบบ AI จะคำนวนความเหมาะสมให้เข้ากับใบหน้าของเราโดยอัตโนมัติ โดยภาพที่ได้ในโหมด AI ค่อนข้างดูลงตัวเป็นธรรมชาติและใช้งานง่าย เพราะจะให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกันในทุกสถานการณ์ ทำให้เราไม่ต้องเสียเวลามาปรับบิวตี้แบบแมนวนในการถ่ายแต่ละครั้งนั่นเอง

 

ทดลองปิด AI และใช้การไล่ระดับของโหมด BEAUTY ตั้งแต่ระดับ 1 ไปจนถึงระดับ 6 เพื่อทดสอบให้เห็นถึงความแตกต่าง

 

นอกจากนี้เรายังสามารถใช้โหมด Portrait Bokeh ละลายฉากหลังร่วมกับโหมด BEAUTY ได้อีกด้วย ทำให้ได้ภาพที่มีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

 

ทีเด็ดยังไม่หมดแค่นี้ เพราะผู้ใช้งานยังสามารถปรับแต่งรูปภาพได้อย่างยืดหยุ่นจากแอพ Albums ที่อยู่ภายในเครื่อง โดยที่ไม่ต้องติดตั้งแอพเสริมแต่อย่างใด และยังสามารถเลือกแก้ไขได้อย่างยืดหยุ่นมาก ๆ  ไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งภาพโดยรวมทั้งแบบอัตโนมัติและแบบปรับตั้งค่าเองได้อย่างละเอียด อาทิเช่น สามาารถใส่เอฟเฟ็กต์แสงต่าง ๆ ให้โทนภาพออกมาเหมือนการถ่ายด้วยการจัดแสงแบบมืออาชีพ, ครอบตัดหมุนภาพ, ใส่ฟิลเตอร์, สติ๊กเกอร์ กรอบรูป, เบลอภาพ, ใส่ข้อความ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังสามารถรีทัชเสริมความสวยเพิ่มเติมจากโหมด BEAUTY ได้อีกทางด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นการปรับผิวนวล, ปรับความขาว, ลบสิวและรอยคล้ำใต้ดวงตา, ใบหน้าเรียว, จมูกเรียว, ฟันขาว, ตาโต, ตาใส, ปรับให้สูงขึ้น, เรียกว่าปรับแต่งได้อย่างละเอียดสุด ๆ ตรงนี้บอกเลยคือจุดแข็งจุดขายของทางค่าย Vivo เพราะผู้ใช้งานสามารถเลือกปรับแต่งภาพให้ออกมาตรงความต้องการได้มากที่สุดนั่นเอง

 

 

AI Selfie Lighting

ฟีเจอร์ AI Selfie Lighting จะช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการเซลฟี่ ซึ่งจะให้ฟิลลิ่งที่แปลกใหม่โดยไม่ต้องพึงพาอุปกรณ์เสริม โดยอัลกอริทึม AI ของ V9 จะปรับภาพใบหน้าสองมิติให้กลายเป็นสามมิติ และปรับแสงที่ใบหน้า ให้ภาพออกมาโดดเด่น ซึ่งเราสามารถเลือกเอฟเฟ็กต์ได้ทั้งแบบ Natural Light, Studio Light, Stereo Light และ Monochrome  Monochrome

 

การใช้งาน AI Selfie Lighting หลังจากถ่ายเซลฟี่ เลือกรูปที่ต้องการ / ไปที่การแก้ไข / เลือกไปที่เอฟเฟ็กต์แสง

 

 

รูปซ้ายเป็นโหมด Auto  ส่วนรูปขวาใช้เอฟเฟ็กต์ แสงธรรมชาติ Natural Light

 

 

รูปซ้ายเป็นโหมด Auto รูปขวาใช้เอฟเฟ็กต์ Stereo-Light

 

 

รูปซ้ายเป็นโหมด Auto รูปขวาใช้เอฟเฟ็กต์ Studio Light

 

 

สุดท้ายเป็น Background Monochrome จะเห็นได้ว่า AI Selfie Lighting  ก็จะเหมือนการจัดไฟในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ภาพที่ได้ออกมามีความน่าตื่นตาตื่นใจเสมือนการถ่ายด้วยการจัดแสงไฟแบบมืออาชีพนั่นเอง

 

 

AR Selfie ยุคนี้ต้องมีกันทุกค่าย

AR Stickers เป็นลูกเล่นกิมมิคในการถ่ายเซลฟี่ อารมณ์ประมาณการใส่อีโมจิหรือสติ๊กเกอร์ 3D น่ารัก ๆ ฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้งลงไปในรูปถ่ายของเรา โดยรองรับการทำงานทั้งกล้องหน้าและหลัง สามารถบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้โหมด AR Selfie สามารถที่จะดีเทคจับภาพได้มากกว่า 1 ใบหน้าพร้อมกัน ทำให้เมื่อเราถ่ายเซลฟี่กับเพื่อน ๆ ตัวกล้องก็จะใส่ AR Stickers ให้เพื่อนที่อยู่ในเฟรมของเราด้วย

 

AR Selfie มีรูปแบบให้เลือกใช้งานมากมาย ถือว่าเป็นลูกเล่นสนุก ๆ อีกอย่าง ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย

 

สำหรับไฟล์ภาพเคลื่อนไหวคลิ๊กดูได้ที่นี่ครับ >>>

 

 

AR Selfie ที่เป็นไฟล์ภาพเคลื่อนไหวจะบันทึกเป็นระยะเวลา 10 วินาที และเราสามารถทำการแก้ไข โดยตัดช่วงเวลาที่เราต้องการนำไปใช้ได้ตามที่ต้องการ

 

 

GROUP SELFIE ถ่ายเซลฟี่กับเพื่อน ๆ หลายคนจะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

หลายครั้งที่เราถ่ายเซลฟี่กับเพื่อน ๆ หลายคนแล้วเกิดปัญหาเก็บภาพได้ไม่หมดไม่ครบทุกคน เนื่องจากข้อจำกัดด้านความ Wide ของตัวเลนส์ แต่ปัญหานี้จะหมดไปเมื่อเปิดใช้งาน GROUP SELFIE ซึ่งหลักการทำงานจะมีความคล้ายคลึงกับการถ่ายแบบพาโนรามาอยู่บ้าง แต่การใช้งานนั้นสะดวกและง่ายดายกว่า เพราะใช้การเคลื่อนตำแหน่งกล้องไปด้านข้างเพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้เราสามารถเก็บภาพในมุมที่กว้างขึ้น

 

ตัวอย่างภาพเซลฟี่แบบปรกติ

 

เมื่อเปิดใช้งาน GROUP SELFIE จะได้ภาพที่มีมุมมองกว้างขึ้น สามารถเก็บรูปเพื่อน ๆ ได้ครบถ้วนไม่ตกหล่นอีกต่อไป

 

 

AI Selfie (HDR)

AI Selfie HDR ประโยชน์ของโหมดนี้ก็คือ เมื่อเราถ่ายเซลฟี่ในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างมาก ๆ หรือเมื่อย้อนแสง ถ้าเปิด HDR จะช่วยในเรื่องการเกลี่ยสภาพแสงโดยรวมและดีเทลของภาพให้มีความสมดุล

ตัวอย่างภาพทางซ้ายมือจะเห็นว่าท้องฟ้าและฉากหลังนั้นสว่างจ้าจนเกินไป ส่วนภาพขวาเมื่อเปิด HDR แล้วจะมีการเกลี่ยแสงที่สมดุล อีกทั้งสามารถดึงรายละเอียดกลับมาทั้งใบไม้และพื้นน้ำที่ด้านหลัง ถือว่าเป็นอีกหนึ่งโหมดที่มีประโยชน์และใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของเรา

 

AI Selfie (โหมด Flash)

สำหรับกล้องหน้าของ Vivo V9 จะมีแฟลชที่เป็นแบบ Retina Flash หรือการใช้แสงจากหน้าจอแสดงผลเป็นแฟลชนั่นเอง ซึ่งในภาพรวมจะให้โทนที่ไม่สว่างจ้าเหมือน LED Flash แต่ทั้งนี้การถ่ายให้สวยก็มีต้องเทคนิคอยู่บ้าง โดยก่อนถ่ายให้เราแตะโฟกัสที่ใบหน้าเรา แล้วปรับชดเชยแสงลงมาเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้ได้ภาพออกมาดูเป็นธรรมชาติไม่สว่างโอเวอร์จนเเกินไปนัก

 

หลายคนมีความเชื่อผิด ๆ ว่าการเปิดแฟลชจะต้องใช้ในที่แสงน้อยเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วเราสามารถเลือกใช้การเปิดแฟลชได้ในหลาย ๆ สถานการณ์ อาทิเช่นภายในห้องที่มีสภาพแสงอันสับสน ซึ่งเมื่อเราถ่ายออกมาแล้วอาจทำให้บางภาพดูแบน ๆ ไม่มีมิติ ยกตัวอย่างภาพทางซ้ายมือที่ไม่เปิดแฟลช ส่วนภาพทางขวาเมื่อเปิดแฟลชแล้วจะให้สกินโทนที่มีความเป็นธรรมชาติและภาพดูมีมิติมากขึ้นอีกด้วย

 

ทดสอบการบันทึกวีดีโอจากกล้องหน้าของ Vivo V9

 

คราวนี้มาทดสอบกล้องหลังกันต่อครับ

 

Vivo V9 มาพร้อมกล้องหลังคู่ความละเอียด 16MP +5MP (f2.0) ซึ่งกล้องคู่ มีจุดเด่นในเรื่องการถ่ายภาพ Portrait  แบบหน้าชัดหลังเบลอ โดยระยะห่างที่เหมาะสมจะอยู่ที่ราว ๆ 1.5-2 เมตร สำหรับกล้องหลังมีการนำอัลกอริทึม AI Bokeh ซึ่งใช้ข้อมูลจากการเรียนรู้ของตัวเครื่องมาช่วยในการประมวลผล จึงส่งผลให้สามารถจับภาพวัตถุที่จะถ่ายได้อย่างแม่นยำ และมีการปรับโฟกัสที่เหมาะสมทำให้ได้ภาพที่สวยงาม

โหมด Portrait ของกล้องหลังจะมีจุดที่แตกต่างจากกล้องหน้าก็คือ เราสามารถที่จะมาทำ Refocus หรือการเลือกจุดโฟกัสพร้อมปรับค่ารูรับแสงในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่น

 

สำหรับรูปที่ถ่ายด้วยโหมด Portrait จากกล้องหลัง เมื่อเราเปิดดูภาพ จะมีรูปสัญลักษณ์ของรูรับแสงและและข้อความกำกับ “ถ่ายรูปคนแบบหน้าชัดหลังเบลอ” เมื่อเราแตะที่ข้อความนี้ จะสามารถปรับเลือกจุดโฟกัสรวมไปถึงปรับค่ารูรับแสงตามที่เราต้องการ สำหรับค่ารูรับแสงจากโหมด Portrait จะเป็นการจำลองจาก Software เป็นหลัก ซึ่งค่าเริ่มต้นที่ f/0.95 อาจจะทำให้ภาพที่ได้ดูลอย ๆ หลอกตาจนเกินไป เมื่อเราปรับค่ารูรับแสงให้แคบลงมาก็จะได้ความเนียนเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ลองดูจากภาพตัวอย่างด้านล่าง โดยมุมภาพจะมีการกำกับบอกไว้ว่าใช้ค่ารูรับแสงที่เท่าไหร่ในแต่ละภาพ

 

โดยส่วนตัวของผู้เขียนชอบที่ระยะ f2.0 ซึ่งเป็นระยะจริงของค่ารูรับแสงในตัวกล้องนั่นเอง

 

ในโหมด AR Selfie ของกล้องหลังหลักการทำงานจะเหมือนกล้องหน้าทุกประการครับ

 

FACE BEAUTY หรือโหมดใบหน้าสวยของกล้องหลังจะแตกต่างจากกล้องหน้าก็คือไม่มีระบบ AI มาช่วยวิเคราะห์ แต่ผู้ใช้สามารถปรับระดับความสวยที่ต้องการได้ 6 ระดับเหมือนกล้องหน้า อีกทั้งยังสามารปรับแต่งในภายหลังผ่านทางแอพ Albums ได้เช่นกันครับ

 

PANORAMA

โหมด PANORAMA ของ Vivo V9 ใช้งานง่ายมากครับ เวลาถ่ายให้เราเคลื่อนที่ช้า ๆ พยายามบังคับให้ลูกศรวิ่งไปตามแนวเส้นนำทางอย่างต่อเนื่อง แค่นี้เราก็จะได้ภาพพาโนรามาที่สวยเนียนกริบ ไม่เกิด distortion หรือการเหลื่อมของภาพให้หงุดหงิดใจ

 

 

โหมด HDR ของกล้องหลังคู่

HDR Off

 

HDR On

 

HDR Off

 

HDR On

โหมด HDR ของกล้องหลังก็ทำออกมาได้ดีเป็นธรรมชาติ เพราะไม่ดึงดีเทลและปรับความสว่างจนดูโอเวอร์จนเกินไป

 

 

โหมด Professional

สำหรับโหมด Professional จะช่วยให้เราปรับตั้งค่าและดึงศักยภาพของกล้องออกมาได้เต็มอย่างประสิทธิภาพ เช่นการเลือกปรับสปีดชัตเตอร์ที่เร็วขึ้นเพื่อบันทึกภาพที่มีการเคลื่อนไหวเร็ว ๆ หรือการปรับตั้งค่า ISO ให้ต่ำแล้วตั้งสปีดชัตเตอร์ให้ช้าเพื่อให้ได้ภาพที่มีความสว่างในที่แสงน้อยเป็นต้น แต่ทั้งนี้โหมดโปรจะเหมาะกับคนที่มีความรู้ทางด้านการถ่ายภาพในระดับพื้นฐานอยู่บ้าง เพราะการปรับตั้งค่าต่าง ๆ จะมีความสัมพันธ์กัน เช่นสปีดชัตเตอร์ / ISO เป็นต้น

 

เทคนิคการถ่ายในที่แสงน้อย  ต้องพยายามให้กล้องเกิดการสั่นสะเทือนน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในกรณีที่มีขาตั้งกล้อง แนะนำให้ใช้งานร่วมกันจะได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น หากไม่มีเราสามารถใช้เทคนิคและการตั้งค่าบางอย่างเข้ามาช่วย เช่นการตั้งเวลาถ่ายไว้สัก 3 วินาที จะทำให้เรามีเวลาในการถือกล้องให้นิ่งหลังจากแตะไปที่ชัตเตอร์บนจอแสดงผล ส่วนการถือกล้องพยายามให้ข้อศอกทั้งสองข้างแนบลำตัว ก็จะช่วยในเรื่องการถือที่มีความมั่นคงลดอาการสั่นไหวได้ดีขึ้น

 

โหมด Professional ช่วยให้เราสร้างสรรค์ภาพในแบบที่โหมด Auto ไม่สามารถทำได้

สำหรับรูปนี้เราใช้การตั้งค่าสปีดชัตเตอร์ที่ 1 วินาที และตั้งค่า ISO ไว้ที่ 400 ทำให้ได้ภาพไฟวิ่งที่ดูสวยงาม พร้อมแบล็คกราวด์ที่มีความสว่างกำลังดี

 

โหมด Auto

 

โหมด Professional

รูปนี้เราต้องการโทนภาพที่มีไฟวิ่งยาว ๆ จึงตั้งค่าสปีดชัตเตอร์นานถึง 4 วินาที (แนะนำให้ใช้ขาตั้งกล้อง หรือมีพื้นที่ที่เราสามารถวางกล้องเพื่อช่วยลดอาการสั่นไหว) ส่วน ISO เราจะตั้งค่าไว้ที่ 100 เพราะการเปิดหน้ากล้องนานถึง 4 วินาทีจะให้ภาพที่มีความสว่างมากอยู่แล้ว ซึ่งทั้ง 2 ค่านี้จะมีความสอดคล้องกัน เมื่อเราได้ลองใช้งานโหมด Professional  บ่อย ๆ เราก็จะคุ้นชินในการปรับค่าให้สัมพันธ์กันได้ดียิ่งขึ้น

 

โหมด Auto

โหมด Professional

รูปนี้เราอยากได้ดีเทลรายละเอียดของสะพาน รวมไปถึงความเนียนใสของท้องฟ้าและผืนน้ำ จึงตั้งค่าสปีดชัตเตอร์ไว้ที่ 2 วินาที และคั้งค่า ISO ไว้ที่ 200 ผลลัพธ์ที่ได้จึงให้ความเนียนใสลงตัวกว่าโหมด Auto อย่างเห็นได้ชัด

 

จากนี้ไปดูภาพรวม ๆ จากกล้องหลังกันต่อครับ โดยเป็นการถ่ายในหลาย ๆ สภาพแสง ทั้งกลางแจ้ง ภายในอาคาร และเลือกใช้โหมดออโต้เป็นหลักนะครับ

 

 

 

 

 

ทดสอบในที่แสงน้อย เปิด/ปิดแฟลช

ในที่แสงน้อยคุณภาพที่ได้ต้องบอกว่าค่อนข้างเซอร์ไพรส์มากครับ เพราะทำผลงานได้ดีเกินคาด อีกทั้งไม่ได้โปรโมตเรื่องกล้องหลังมากนัก แต่ในภาพรวมกล้องหลังของ Vivo V9 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี แม้จะไม่เทียบเท่ากับพวกเรือธงในปัจจุบัน แต่ก็สามารถใช้งานได้ในทุกสถานการณ์และให้ผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ

 

นอกจากเรื่องกล้องที่วันนี้ได้เจาะลึกกันไปแล้ว Vivo V9 ยังมีฟีเจอร์อีกหลายอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งผมขอสรุปในรูปแบบย่อ ๆ  คัดมาแต่ฟีเจอร์ที่น่าสนใจและมีประโยชน์ต่อการใช้งานในชีวิตประจำวัน

 

ยุคนี้ถาดซิมส่วนใหญ่จะเป็นแบบไฮบริดที่ต้องเลือกว่าจะใช้ 2 ซิมหรือ 1 ซิม + MicroSD Card แต่ Vivo V9 ให้มาแบบ Triple slot ซึ่งแก้ปัญหาสำหรับผู้ที่อยากใช้ทั้ง 2 ซิมไปพร้อม ๆ กับหน่วยความจำภายนอก แถม Vivo V9 ยังรองรับ Full NetCom 3.0 ซึ่งทำให้ซิมที่ 2 สามารถจับสัญญาณ 3G ได้อีกด้วย ทำให้ในอนาคตหากบ้านเรายกเลิกสัญญาณ 2G ก็จะไม่เกิดผลกระทบต่อการใช้งานครับ

 

ยังอยู่ที่เรื่อง Network ครับ ตามที่เกริ่นไป  Vivo V9  รองรับ Full NetCom 3.0 นอกจากนี้ยังรองรับ VoLTE และ Wifi 5GHz  อีกด้วย ทำให้เราสามารถใช้งานด้าน Network ได้แบบเต็มประสิทธิภาพ

 

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่รู้สึกชื่นชอบเป็นพิเศษ ก็คือการที่ Vivo ใส่ฟังก์ชั่นด้านการโทรมาให้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการบล็อคสาย หรือการบันทึกสายสนทนา โดยไม่ต้องติดตั้งแอพเพิ่มเติมจากภายนอก ตรงนี้มีประโยชน์สำหรับคนที่ต้องการใช้ฟีเจอร์เหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังรองรับเทรนด์สุดฮิตอย่างการใช้งานโซเชียลมีเดียแบบ 2 บัญชีใน 1 เครื่อง ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกสำหรับคนที่มีมากกว่า 1 แอคเคาท์

 

สำหรับสเปคในภาพรวมก็ต้องบอกว่าเพียงพอต่อการใช้งานในปัจจุบัน ทั้งแรมที่ให้มา 4GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลภายใน 64GB  รวมไปถึงเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างครบถ้วน อาทิ  Gyroscope, Magnetomete,  Accelerometer ส่วนภาครับสัญญาณ GPS ก็มีความแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่อีกสิ่งที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้ ด้วยความที่กล้องหน้าของ Vivo V9 นั้นเป็นจุดขาย ทำให้ Vivo สร้างโหมด Video call beauty หรือการ ” วีดีโอ คอล” ด้วยใบหน้าสวยได้อีกด้วยนะครับ

 

โหมดมอเตอร์ไซค์ เป็นโหมดที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจต่อความปลอดภัยของผู้ใช้งาน ตรงนี้แม้จะขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานเป็นหลักที่จะเลือกปฏิบัติตนอยู่ในกรอบของความปลอดภัยหรือไม่ ทั้งการสวมใส่หมวกกันน็อค การปฏิบัติตามกฏจราจร ฯลฯ  แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างสรรค์ในเชิงบวกที่น่าชื่นชมมาก ๆ ครับ

 

ต้องยอมรับว่าสมาร์ทโฟนกลายเป็นดีไวซ์ของการเล่นเกมอันดับหนึ่งไปแล้วในยุคนี้  ทำให้โหมดเกม เป็นโหมดที่ออกมาตอบโจทย์บรรดาเกมเมอร์บนฝั่งสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง ซึ่งบน Vivo V9 สามารถปรับแต่งได้ยืดหยุ่น ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดติดขัดจากการแจ้งเตือนต่าง ๆ ในขณะเล่นเกม

 

ด้านระบบการรักษาความปลอดภัย Vivo V9 มีทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และระบบสแกนใบหน้า ซึ่งจากการที่ได้ลองใช้งานจริง ทั้ง 2 ระบบมีความรวดเร็วและแม่นยำที่ดีมาก โดยเฉพาะหลังการอัพเดตเฟิร์มแวร์ล่าสุด สามารถแก้ปัญหาเรื่องการปลดล็อคช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ

 

 

โหมดการใช้งานอัจฉริยะ เป็นฟีเจอร์ที่มีให้ใช้งานมาอย่างยาวนานบนสมาร์ทโฟนของค่ายวีโว่ ซึ่งฟีเจอร์เหล่านี้ก็คือการทำงานร่วมกับพวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ โดยเป็นการอำนวยความสะดวกในการใช้งานเป็นหลัก เช่นปลดล็อคด้วยการโบกมือผ่านหน้าจอ, การแจ้งเตือน, การรับสายหรือเปลี่ยนเป็นโหมดแฮนด์ฟรีอัตโนมัติ ฯลฯ

 

การแบ่งหน้าจอเป็นแบบ Multi Windows ซึ่งเรียกใช้งานได้สะดวกง่ายดาย เพียงลากสามนิ้วลงมาจากหน้าจอ (แอพนั้น ๆ ต้องรองรับด้วย สามารถเช็คได้จากการตั้งค่า)

 

โหมดใช้งานมือเดียวและการจับภาพหน้าจอที่มีความหลากหลาย สำหรับการจับภาพหน้าจอก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์พิเศษของทางค่ายวีโว่ โดยสามารถจับภาพหน้าจอได้ยืดหยุ่นมาก ๆ ทั้งการลาก 3 นิ้วขึ้นไปจากหน้าจอแสดงผล  รวมไปถึงการจับภาพหน้าจอแบบยาว ๆ หรือรูปแบบอิสระ อีกทั้งยังบันทึกหน้าจอในรูปแบบของวีดีโอได้อีกด้วย

 

สุดท้าย ด้านการจัดสรรพลังงาน Vivo V9 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 3260mAh และมีหน้าจอขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด Full HD+(1080×2280 พิกเซล) ซึ่งการใช้งานในภาพรวม ๆ หากไม่ติดเกม ไม่เช็คโซเชียลตลอดเวลา สามารถอยู่ได้ข้ามวันสบาย ๆ ครับ หากคนที่ใช้งานหนัก แต่ไม่ถึงขั้นเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ ตัว Vivo V9 เองก็มีโหมดประหยัดพลังงานที่ช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะเหมาะกับคนที่ไม่พกที่ชาร์จหรือพาวเวอร์ แบงค์ ติดตัวไว้ตลอดเวลานั่นเองครับ

 

สรุป Vivo V9

Vivo V9  เปิดตัวออกมาได้ดีเกินคาด ทั้งสเปคภายใน และราคาที่ถูกลงจากรุ่นพี่ V7+ แต่มีพัฒนาทางด้านกล้องที่ดีขึ้นจาก V7+  อย่างเห็นได้ชัดเจน ด้วยระบบ AI Face Beauty ที่มาพร้อมระบบประมวลผลอันชาญฉลาด ทำให้การเซลฟี่บน V9 ดูมีความสวยกระจ่างใส สมจริงมีความเป็นธรรมชาติขึ้นกว่าเดิม ขนาดผู้เขียนบทความเป็นผู้ชาย ที่ปรกติก็ไม่ได้ใช้โหมดบิวตี้อยู่แล้ว แต่เมื่อได้ลองใช้แล้วรู้สึกติดใจในคุณภาพจากกล้องหน้าของ Vivo V9 มาก ๆ และไม่ใช่แค่โดดเด่นเฉพาะโหมดบิวตี้เพียงอย่างเดียว แต่ Portrait Bokeh ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำออกมาได้ดีเช่นกัน ทั้งการละลายฉากหลังที่ดูไม่หลอกตาจนเกินไป รวมไปถึงฟีเจอร์กิมมิคอย่าง AR Selfie ก็มีรูปแบบให้เลือกใช้งานมากมาย ถือว่าเป็นลูกเล่นสนุก ๆ อีกอย่าง ที่สามารถตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ทุกเพศทุกวัย มาถึงตรงนี้ต้องบอกเลยว่ากล้องหน้า 24 ล้านพิกเซลตัวใหม่ของวีโวทำผลงานได้ดีในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลางแจ้ง Indoor หรือในที่แสงน้อย สรุปกล้องหน้าที่มาพร้อม AI ทำผลงานได้ดีสมราคาคุยครับ

สำหรับกล้องหลังแม้จะไม่ได้โปรโมตมากนัก แต่คุณภาพโดยรวมถือว่าสอบผ่านครับ สรุปส่งท้าย ด้วยดีไซน์อันโดดเด่น มาพร้อมหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ในบอดี้กระทัดรัด สเปคภายในที่ใช้งานได้ค่อนข้างลื่นไหล และคุณภาพกล้องหน้า/หลัง จาก Vivo V9 ถือว่าเป็นความลงตัวในงบประมาณหมื่นต้น ๆ ใครที่ชอบความครบเครื่อง และเน้นกล้องหน้าเป็นหลัก Vivo V9 เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้ามเลยนะครับ

 



ถูกใจบทความนี้  8

ใส่ความเห็น