รีวิว Vivo X21 สมาร์ทโฟนสุดล้ำที่มาพร้อมเทคโนโลยีระบบสแกนนิ้วในจอแสดงผล !!

 

ในงาน CES 2018 ที่ผ่านมา Vivo ทำเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตัวเทคโนโลยี In-Display Fingerprint Scanning หรือการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้จอแสดงผลได้สำเร็จเป็นแบรนด์แรกของโลก และหลังจากนั้นก็ได้นำเทคโนโลยีนี้มาติดตั้งใช้งานบนสมาร์ทโฟนซีรีส์ X ในเวลาต่อมา ซึ่งในตลาดต่างประเทศ Vivo X21 UD คือรุ่นที่ใช้เทคโนโลยี In-Display Fingerprint Scanning สำหรับบ้านเรารุ่นที่นำเข้ามาจะตัด UD ออก เพียงใช้ชื่อ Vivo X21 เท่านั้น  แม้ชื่อรุ่นจะต่างกันแต่สเปคภายในนั้นเหมือนกันทุกประการ โดยไฮไลท์นอกจาก innovation สุดล้ำอย่างเทคโนโลยี In-Display Fingerprint Scanning ที่ถือว่าเป็นจุดขายหลักแล้ว Vivo X21 ยังมาพร้อมความน่าสนใจอีกหลายด้าน อาทิเช่น กล้องหน้าที่มาพร้อมเทคโนโลยี AI Face Beauty,  ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า Face Access ที่มีความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี  Face Wake 2.0, สเปคจัดเต็มด้วยแรม 6GB และความจุในตัวเครื่อง 128GB, กล้องหลังคู่ Dual Pixel, ระบบเสียง Hi-Fi ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปเสียง Asahi Kasei AK4376A จากประเทศญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมาพร้อม Android 8.1 และแบตเตอรี่ความจุ 3200mAh รองรับฟีเจอร์ชาร์จเร็ว (Fast Charge) 

สเปคเบื้องต้น Vivo X21

● จอแสดงผลชนิด Super AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด Full HD+ 1080 x 2280 พิกเซล กระจกโค้ง 2.5D
● ซีพียู Qualcomm SDM660 Snapdragon 660
● แรม 6GB
● หน่วยความจำภายในตัวเครื่อง 128GB รองรับการ์ดหน่วยความจำภายนอก MicroSD Card สูงสุดที่ 256GB
● กล้องหลังคู่ 12 MP (f/1.8, 1/2.5″, 1.4µm, Dual Pixel PDAF) + 5 MP (f/2.4), phase detection autofocus, LED flash
● กล้องหน้า 2 MP, f/2.0
● รองรับ 3G/4G ทุกคลื่นความถี่ในไทย
● ระบบปฏิบัติการ Funtouch OS 4.0 บนพื้นฐานของ Android 8.1 (Oreo)
● ชิปเสียง Asahi Kasei AK4376A
● แบตเตอรี่ความจุ 3200mAh รองรับ Fast Charge
● ขนาดตัวเครื่อง 154.5 x 74.8 x 7.4 ม.ม.
● น้ำหนัก 156 กรัม
● สีดำ (Black) สีแดง (Red)
● ราคาวางจำหน่าย 19,990 บาท

 

Packaging & Accessories

กล่องแพ็กเกจของ Vivo X21 ออกแบบมาได้สวยเลยทีเดียว โดยเป็นการเล่นระดับโทนสีและพิมพ์นูนรูปตัวเครื่องบนกล่องที่ช่วยความหรูหราพรีเมี่ยมตั้งแต่แรกสัมผัส นอกจากนี้ยังมีการโปรโมตฟุตบอลโลก World Cup 2018 ที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งทาง Vivo เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการอีกด้วย

สำหรับด้านหลังจะแปะฟีเจอร์อันเป็นจุดขายของ Vivo X21 มาให้อ่านกันพอสังเขป อาทิเช่น เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่อยู่ใต้จอแสดงผล, เซ็นเซอร์กล้องแบบ Dual Pixel, ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า Face Access และสเปคจัดเต็มด้วย RAM 6GB พร้อมความจุในตัวเครื่อง 128GB

 

อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาจะประกอบไปด้วย

● คู่มือการใช้งานฉบับย่อและใบรับประกันสินค้า

● เข็มจิ้มเปิดถาดซิม

● เคสใสแบบดูโอโทน

 

● สาย Micro USB + อแดปเตอร์ชาร์จ OUTPUT 5V-2A, 9V-2A  รองรับระบบชาร์จไว (Fast Charge)

 

● หูฟังสมอลทอร์คแบบอินเอียร์ รุ่น XE710 พร้อมจุกยางสำรอง 2 ขนาด

 

Design & Hardware

ดีไซน์ในภาพรวมของ Vivo X21 แทบจะถอดพิมพ์มาจาก Vivo V9 เลยก็ว่าได้ครับ ทั้งรูปลักษณ์และจอหน้าจอแสดงผล Full View Display ที่มีขอบจอบางเฉียบ โดยมีสัดส่วนพื้นที่แสดงผลถึง 90.3% ของตัวบอดี้ และแน่นอนว่าต้องมี Notch หรือรอยบากบนหน้าจอที่ถือว่าเป็นพิมพ์นิยมของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ในด้านของวัสดุนั้นยังคงให้ฟิลลิ่งหรูหราพรีเมี่ยมจากวัสดุโลหะขึ้นรูปแบบไร้รอยต่อ ผสานด้วยกระจกด้านหลังที่มาพร้อมดีไซน์โค้งมนแบบ 3 มิติ ทำให้เวลาจับถือมีความกระชับสอดรับเข้ากับสรีระของฝ่ามือได้เป็นอย่างดี

สรุปในแง่ของดีไซน์ยังไม่ได้มีความฉีกไปจากสมาร์ทโฟนรุ่นพี่อย่าง Vivo V9 มากนัก ทั้งเลย์เอาท์กล้องคู่ที่จัดวางในแนวตั้ง และการออกแบบด้วยการเล่น curve รอบตัวเครื่อง สำหรับวัสดุและงานประกอบเมื่อเทียบกับสนนราคาค่าตัวถือว่าสอบผ่านครับ

 

Vivo X21 เลือกใช้พาเนลจอแสดงผลชนิด Super AMOLED ขนาด 6.28 นิ้ว อัตราส่วน 19:9 ความละเอียด Full HD+ 1080 x 2280 พิกเซล พร้อมกระจกโค้ง 2.5D และฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้จอแสดงผล

ตัวจอแสดงผลมีความคมชัดให้สีสันสว่างสดใส ตามสไตล์จอ AMOLED และมี Respond ในการตอบสนองที่ดีมาก โดยรองรับมัลติทัชได้ 10 จุด สำหรับพื้นที่ของ Notch หรือรอยบากบนหน้าจอจะเป็นที่อยู่ของลำโพงสนทนา, กล้องหน้าความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และ Light Sensor & Infrared Sensor & Infrared illuminator ที่ช่วยให้การปลดล็อคหน้าจอมีความรวดเร็วแม่นยำแม้ในที่แสงน้อย

ในแง่การแสดงผล Vivo X21 จะไม่มีฟังก์ชั่นซ่อน Notch เหมือนกับบางแบรนด์ในท้องตลาด แต่ผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการแสดงผลของตัวแอพได้ว่าจะให้แสดงผลแบบเต็มหน้าจอทั้งหมด  หรือมีแถบดำที่เข้ามาปิดแถบ Notch ทำให้การแสดงผลนั้นดูเหมือนจอแสดงผลทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีรอยบากบนหน้าจอ

 

กล้องหลังคู่จัดวางเลย์เอาท์เหมือน Vivo V9 แต่เซ็นเซอร์จะเป็นคนละชุดกัน โดย Vivo X21 มาพร้อมกล้องเลนส์คู่ Dual Pixel เลนส์ตัวแรกใช้เซ็นเซอร์ Samsung S5K2L9 ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f/1.8 มีเซ็นเซอร์ขนาด 1/2.6″ และพิกเซลไซส์ 1.4 ไมครอน เซ็นเซอร์กล้องตัวที่สอง Samsung S5K4E8 ขนาด 1/4″ ความละเอียด 5 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.4 และพิกเซลไซส์ 1.4 ไมครอน โดยเลนส์ตัวนี้จะทำหน้าที่จับความลึกของภาพ เพื่อช่วยสร้างภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอและเอฟเฟกต์ bokeh นั่นเอง

 

จากนี้มาดูเลย์เอาท์รอบตัวเครื่องกันต่อเลยครับ

Vivo X21 ยังมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. มาให้ใช้งาน ซึ่งใครที่ชอบฟังเพลงขอบอกเลยว่า X21 ไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะมาพร้อมฟีเจอร์ระบบเสียง Hi-Fi ที่ขับเคลื่อนด้วยชิปเสียง Asahi Kasei AK4376A จากบริษัทด้านเครื่องเสียงชั้นนำของประเทศญี่ปุ่น ด้านบนนอกจากช่องเสียบหูฟังแล้ว ยังมีไมค์บันทึกเสียงและทำหน้าที่เป็นไมค์ตัดเสียงรบกวนในตัว สำหรับเส้นสีขาวที่พาดอยู่สองฝั่งก็คือเส้นรับสัญญาณเสาอากาศนั่นเอง

 

ฝั่งซ้ายมือของตัวเครื่องจะเรียบ ๆ ไม่มีปุ่มหรือพอร์ตใด ๆ ส่วนทางฝั่งขวาของตัวเครื่องจะเป็นที่อยู่ของปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียง และปุ่มพาวเวอร์ ทั้งนี้การจัดวางเลย์เอาท์ของปุ่มพาวเวอร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะมือดีมาก คือไม่สูงหรือต่ำจนเกินไปทำให้การใช้งานมีความคล่องตัวที่ดีครับ

 

ด้านล่างของตัวเครื่องออกแบบได้แปลกตาโดยมีการย้ายช่องถาดซิมจากที่เคยอยู่ด้านข้างมาอยู่ที่ด้านล่างแทน ส่วนพอร์ตชาร์จยังคงเป็น Micro USB เหมือนเดิม ถัดไปจะเป็นไมค์สนทนาและลำโพงหลักของตัวเครื่อง สำหรับคุณภาพของลำโพงนั้นน่าประทับใจมาก ๆ ทั้งเรื่องความดังและความใสเคลียร์ แม้จะเป็นลำโพงแบบโมโนก็ตาม

 

ตัวถาดซิมการ์ดจะเป็นแบบ Hibrid slot ที่ต้องเลือกระหว่างการใช้งาน 2 ซิม หรือ 1 ซิม + MicroSD Card สำหรับสิ่งที่น่าประทับใจก็คือ Vivo X21 รองรับ Full netcom 4.0 สามารถจับสัญญาณ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE ได้อีกด้วย

 

 

Software & Feature

ไฮไลท์ที่เป็นจุดขายหลักของ Vivo X21 ก็คือเทคโนโลยี In-Display Fingerprint Scanning หรือการใส่เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือไว้ภายใต้จอแสดงผล ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในงาน CES 2018 ที่ผ่านมา และต้องบอกเลยว่า Vivo เป็นแบรนด์แรกของโลกที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้งานบนสมาร์ทโฟน โดยตัดหน้าแบรนด์ยักษ์ใหญ่เจ้าตลาดทั้ง Apple และ Samsung ที่ทั้งคู่ต่างก็มีข่าวหลุดข่าวลือมาโดยตลอดว่าจะเปิดตัวและวางจำหน่ายสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมเทคโนโลยีนี้

สำหรับการทำงานของ In-Display Fingerprint Scanning จะไม่แตกต่างไปจากเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบปรกติทั่ว ๆ ไป โดยตัวเซ็นเซอร์จะแสดงผลเป็นรูปรอยนิ้วมืออยู่ที่ด้านล่างของจอแสดงผล (จะดับไปเองเมื่อเข้าสู่โหมดสแตนบาย) การปลดล็อคเพียงแค่แตะลงไปเบา ๆ ไม่ต้องออกแรงกดลงน้ำหนักมากกว่าปรกติแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมี Effect ในขณะปลดล็อคหน้าจอที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้ 3 รูปแบบ ซึ่งช่วยเสริมให้ขณะใช้งานดูมีความน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

ในแง่ของความเร็วถือว่ามีความใกล้เคียงกับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบปรกติ แต่เรื่องของความแม่นยำนั้นต้องบอกเลยว่าทำได้ดีกว่ามาก ๆ ทั้งนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ทดสอบว่าเมื่อเปลี่ยนมาใช้ฟิลม์กระจกจะส่งผลในแง่ความเร็วและความแม่นยำหรือไม่ หากมีการทดสอบเพิ่มเติมอย่างไร จะรีบมาอัพเดตเล่าสู่กันฟังในภายหลังนะครับ

การเซ็ตอัพหรือการเพิ่มลายนิ้วมือเข้าไปในระบบ จะใช้วิธีเดียวกับการเพิ่มลายนิ้วมือบนเซ็นเซอร์ที่มีให้ใช้งานบนสมาร์ทโฟนทั่ว ๆ ไปครับ ผู้ใช้งานไม่ต้องปรับตัวหรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษ อธิบายแบบง่าย ๆ  เคยใช้งานเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือแบบปรกติมาอย่างไร เมื่อมาใช้งาน Vivo X21 ก็ใช้งานเหมือนเดิมนั่นเองครับ

 

มาดูในส่วนของ Software และฟีเจอร์อื่น ๆ กันต่อครับ

Vivo X21 เปิดตัวมาพร้อมกับ Funtouch OS 4.0 บนพื้นฐานของ Android 8.1 (Oreo) ตั้งแต่แกะกล่อง

 

นอกจากฟีเจอร์ In-Display Fingerprint Scanning ที่เป็นจุดขายหลักแล้ว ฟีเจอร์สแกนใบหน้าบน Vivo X21 ก็ต้องบอกเลยว่าน่าประทับใจมาก ๆ ด้วยระบบ Face Wake 2.0  สามารถจดจำใบหน้าได้กว่า 1,000 รูปแบบ พร้อมการสแกนใบหน้าด้วยแสงอินฟาเรดนั้นมีความไวแบบสุด ๆ เมื่อลองเทียบกับ Samsung Galaxy S9+ กับ OnePlus 5T ที่ผู้เขียนใช้งานอยู่เป็นประจำ ระบบสแกนใบหน้าของ Vivo X21 นั้นกินขาดทั้งเรื่องความเร็ว ความแม่นยำ ทั้งในสภาพแสงปรกติและในที่แสงน้อย

 

ในด้าน Network เครือข่าย Vivo X21 มีจุดเด่นตรงที่รองรับ Full netcom 4.0 โดยสามารถจับสัญญาณ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงรองรับ Dual VoLTE ได้อีกด้วย สำหรับประโยชน์ก็คือ ทำให้เราสามารถใช้งาน Data 4G พร้อมรองรับการสแตนบายอีกซิมที่เป็น 4G ซึ่งแน่นอนว่าภาครับสัญญาณนั้นจะมีความคมชัดโดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้  VoLTE เรียกว่าทั้งใช้ทั้งเน็ตและด้านการโทรได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

Vivo X21 จะไม่มีฟังก์ชั่นซ่อน Notch เหมือนกับบางแบรนด์ในท้องตลาด แต่ผู้ใช้สามารถกำหนดค่าการแสดงผลของตัวแอพได้ว่าจะให้แสดงผลแบบเต็มหน้าจอทั้งหมด  หรือมีแถบดำที่เข้ามาปิดแถบ Notch ทำให้การแสดงผลนั้นดูเหมือนจอแสดงผลทั่ว ๆ ไปที่ไม่มีรอยบากบนหน้าจอ

 

ฟีเจอร์ระบบเสียง Hi-Fi บน Vivo X21 สามารถใช้งานได้บนหลาย ๆ แอป ไม่ได้ Fix เฉพาะ Music Player เพียงอย่างเดียว ทำให้การใช้งานแอปเหล่านั้นได้อย่างเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

โหมดเกม เป็นโหมดที่ออกมาตอบโจทย์บรรดาเกมเมอร์บนฝั่งสมาร์ทโฟนอย่างแท้จริง ซึ่งบนสมาร์ทโฟนของทางค่าย Vivo สามารถปรับแต่งได้ยืดหยุ่น ทำให้สามารถเล่นเกมได้อย่างต่อเนื่องไม่สะดุดติดขัดจากการแจ้งเตือนต่าง ๆ ในขณะเล่นเกม

 

การจัดสรรพลังงานบน Vivo X21 ทำได้ค่อนข้างดีครับ จากที่ลองทดสอบชาร์จไฟจนเต็ม 100% แล้วเปิดวีดีโอเล่นต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชั่วโมง ระดับแบตลดลงมาเหลือที่ 77% ก็ถือว่าอึดใช้ได้เลยครับ สรุปในภาพรวมด้วยแบตเตอรี่ความจุ 3200mAh สามารถใช้งานทั่วไป ๆ ได้ครบวันอย่างแน่นอน

สำหรับฟีเจอร์อื่น ๆ จะไม่ได้แตกต่างไปจากสมาร์ทโฟนของทางค่ายมากนัก ซึ่งผมเคยทำสรุปแบบย่อ ๆ ไว้แล้ว สามารถอ่านได้จากที่นี้ครับ รีวิว Vivo V9

 

Benchmarks & Performance

ขุมพลัง Snapdragon 660 แน่นอนว่าไม่ได้แรงเทียบเท่าซีรีย์ 8xx แต่ก็จะมีความโดดเด่นในด้านการจัดสรรพลังงาน รวมไปถึงรองรับ AIE (Artificial Intelligence Engine) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการทำงานในภาพรวมร่วมกับ Software หรือแอพพลิเคชั่นอันหลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ส่วนในแง่ผลคะแนน Benchmarks ถือว่าเป็นรุ่นกลาง ๆ ที่มาพร้อมความลื่นไหล และความแรงในระดับที่นำไปใช้งานทั่วไปและเล่นเกมได้แบบสบาย ๆ แถมยังมีจุดเด่นตรงที่มาพร้อม RAM ถึง 6GB แบบ DDR4 อีกด้วย สำหรับ GPS ในภาครับสัญญาณดาวเทียมนั้นมีความรวดเร็วแม่นยำในระดับที่ดีมาก

 

Multimedia & Entertain

ชิปเสียง Asahi Kasei AK4376A เป็นพระเอกในการขับเคลื่อนด้านการฟังเพลงบน Vivo X21 ซึ่งยังมาพร้อมจุดเด่นด้าน Software ด้วยระบบเสียง Hi-Fi นอกจากนี้ยังมี DeepField เอฟเฟ็กต์ที่ช่วยปรับแต่งเสียงได้ยืดหยุ่นและตรงใจผู้ใช้งานได้มากยิ่งขึ้น สำหรับคนที่ชื่นชอบการฟังเพลง Vivo X21 นั้นไม่ทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอนครับ

 

VDO Player บน Vivo X21 นอกจากรองรับฟีเจอร์ระบบเสียง Hi-Fi ยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอพชื่อดังอย่าง MX Player อีกด้วย เช่นการปัดบนหน้าจอเพื่อปรับเสียงและความสว่างเป็นต้น

 

Vivo X21 เล่นเกมได้ลื่นไหลครับ แม้ชิปเซ็ตจะไม่ได้เป็นตัว Top สุด แต่การที่ให้ RAM มาถึง 6GB ก็ช่วยได้เยอะเช่นกัน แถมลำโพงของ Vivo X21 ยังให้คุณภาพที่ดีอีกด้วย ตรงนี้จึงเสริมให้การเล่นเกมได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

Camera & Sample

User Interface กล้องบน Vivo X21 มีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อย โดยเน้นให้มีความเรียบง่ายมากขึ้นกว่าเดิม

 

สำหรับฟีเจอร์และโหมดการถ่ายจะมีให้ใช้งานเหมือน Vivo V9 ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นโหมด PROFESSIONAL, PANORAMA, FACE BEAUTY, TAKE PHOTO, VIDEOS, AR STICKERS และ GROUP SELFIE รวมไปถึงฟีเจอร์โดดเด่นที่เป็นจุดขายอย่าง AI Portrait, Portrait Bokeh, AI Face Beauty, AI Selfie Lighting, AR Selfie, AI Selfie (HDR)

 

 

 

หากประทับใจกล้องหน้าที่มาพร้อมความล้ำจาก AI บน Vivo V9 กันมาบ้างแล้ว ต้องบอกเลยว่าฟีเจอร์และรวมไปถึงคุณภาพที่ได้จากกล้องหน้าของ Vivo X21 นั้นทำผลงานได้ไม่แพ้รุ่นพี่แต่อย่างใด ทั้งโหมดเซลฟี่ปรกติและบิวตี้โหมดที่ใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน นอกจากนี้โหมดพอร์ทเทรตของกล้องหน้านั้นก็ยังทำผลงานออกมาได้ดีมาก โดยสามารถละลายฉากหลังได้สมูทมีความเป็นธรรมชาติไม่หลอกตาจนเกินไปนัก

 

  

ทดสอบโหมดพอร์ทเทรต หน้าชัดหลังเบลอ ซึ่งรองรับการใช้งานทั้งบนโหมดปรกติและบิวตี้โหมด

 

AR Stickers ฟีเจอร์เด่นจากรุ่นพี่ Vivo V9  อารมณ์ประมาณการใส่อีโมจิหรือสติ๊กเกอร์ 3D น่ารัก ๆ ฟรุ้งฟริ้ง มุ้งมิ้งลงไปในรูปถ่ายของเรา โดยรองรับการทำงานทั้งกล้องหน้าและหลัง สามารถบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ทั้งนี้โหมด AR Selfie สามารถที่จะดีเทคจับภาพได้มากกว่า 1 ใบหน้าพร้อมกัน ทำให้เมื่อเราถ่ายเซลฟี่กับเพื่อน ๆ ตัวกล้องก็จะใส่ AR Stickers ให้เพื่อนที่อยู่ในเฟรมของเราด้วย

 

 

AI Selfie HDR ประโยชน์ของโหมดนี้ก็คือ เมื่อเราถ่ายเซลฟี่ในสภาพแสงที่มีความเปรียบต่างมาก ๆ หรือเมื่อย้อนแสง ถ้าเปิด HDR จะช่วยในเรื่องการเกลี่ยสภาพแสงโดยรวมและดึงดีเทลของภาพให้กลับมามีความสมดุล

 

AI Selfie (โหมด Flash) สำหรับกล้องหน้าของ Vivo X21 จะมีแฟลชที่เป็นแบบ Retina Flash หรือการใช้แสงจากหน้าจอแสดงผลเป็นแฟลชนั่นเอง ซึ่งในภาพรวมจะให้โทนที่ไม่สว่างจ้าเหมือน LED Flash

 

 

ตามที่เกริ่นไปครับ ฟีเจอร์ในภาพรวมของกล้องจะไม่ต่างไปจากรุ่นพี่ Vivo V9 ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ AI เซลฟี่ รวมไปถึงโหมดหน้าชัดหลังเบลอของกล้องหลัง

ส่วนโหมด Portrait ของกล้องหลังจะมีจุดที่แตกต่างจากกล้องหน้าก็คือ เราสามารถที่จะมาทำ Refocus หรือการเลือกจุดโฟกัสพร้อมปรับค่ารูรับแสงในภายหลังได้อย่างยืดหยุ่น

 

ส่วนโหมดบิ้วตี้ของกล้องหลังก็มีมาให้ใช้งานเช่นกัน เพียงแต่จะไม่มี AI ที่ใช่ขับเคลื่อนเหมือนกล้องหน้าเท่านั้นเองครับ

 

จากนี้ไปดูกันต่อในภาพรวม ๆ ของภาพถ่ายจากกล้องหลังของ Vivo X21 กันได้เลยครับ

 

 

 

 

สรุป Vivo X21

ข้อดี

1. มาพร้อม Innovation สุดล้ำด้วยเทคโนโลยี In-Display Fingerprint Scanning (สแกนนิ้วบนจอแสดงผล)
2. ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า Face Access ที่มีความแม่นยำด้วยเทคโนโลยี  Face Wake 2.0
3. รองรับ Full netcom 4.0 สามารถจับสัญญาณ 4G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE ได้อีกด้วย
4. ตอบโจทย์ด้านเอนเตอร์เทนด้วยระบบเสียง Hi-Fi และชิปเสียง Asahi Kasei AK4376A
5. กล้องหน้า/หลัง แม้จะไม่ได้ชูเป็นจุดขายหลัก แต่ก็ให้คุณภาพที่ดีไม่แพ้ V9
6. แบตค่อนข้างอึด สามารถใช้งานได้ครบวัน

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

1. ไม่มี NFC
2. พอร์ตชาร์จยังเป็น Micro USB
3. โหมดพอร์ตเทรตของกล้องหลังยังเบลอได้ไม่เนียนตาเท่ากล้องหน้า

ก็คงจะฝากไว้แต่เพียงเท่านี้ สำหรับรีวิว Vivo X21 แล้วพบกันใหม่ในรีวิวทดสอบด้านเอนเตอร์เทนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ



ถูกใจบทความนี้  24

ใส่ความเห็น