Review: รีวิว OPPO Find X สมาร์ทโฟนเรือธงสุดพรีเมี่ยม มาพร้อมนวัตกรรมล้ำสมัย จอโค้งไร้ขอบ ซ่อนกล้อง 3D สเปคอัดแน่น พร้อมกล้องหน้าถ่ายเซลฟี่สนุกและได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคย !!

 

ค่าย OPPO ห่างหายไปจากการส่งสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิพเข้าสู่ตลาดมานานหลายปี  การเปิดตัว OPPO Find X จึงเป็นการกลับมาอีกครั้งของ Series Find  หลังจากทิ้งช่วงเมื่อคราวเปิดตัว OPPO Find 7 ไปนานถึง 4 ปี โดย OPPO Find X มีความพิเศษที่มาพร้อมกับนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยเฉพาะการดีไซน์ที่ปฏิวัติวงการสมาร์ทโฟนอีกครั้งด้วยนวัตกรรม Stealth 3D Cameras เทคโนโลยีซ่อนกล้องและเซ็นเซอร์ไว้ในตัวเครื่อง และสามารถทำงานในรูปแบบ Pop up สไลด์เปิด/ปิดการทำงานได้แบบอัตโนมัติ พร้อมตอกย้ำความเป็นผู้นำด้วยดีไซน์ Panoramic Arc Screen เป็นการออกแบบให้จอแสดงผลนั้นไร้ขอบอย่างแท้จริง และไม่มี Notch หรือรอยบากมามาบดบังทัศนวิศัย ส่งผลให้ OPPO Find X มีอัตราการแสดงผลเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 93.8% ในด้านของวัสดุก็ให้ความหรูหราพรีเมี่ยมสมราคาค่าตัว โดยบอดี้หลักประกอบไปด้วย กระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass ทั้งด้านหน้าและหลัง แถมยังเป็นกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 ที่นอกจากจะหรูหราแล้ว ยังแฝงความแข็งแกร่งไว้ภายในอีกด้วย นอกจากนี้ตัวเครื่อง OPPO Find X ยังออกแบบด้วยการไล่โทนเฉดสีแบบ Gradient ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องมีการสะท้อนแสงและเงา มีความโดดดเด่นสะดุดตาเหนือกว่าคู่แข่งทั่วไปในท้องตลาด ในด้านสเปคก็จัดมาให้ใช้งานแบบไม่มีกั๊ก ทั้งชิปเซ็ตตัวแรงล่าสุด Snapdragon 845 แรม 8GB ความจุภายใน 256GB กล้องหน้าหลัง/จัดเต็มพร้อมฟีเจอร์และลูกเล่นๆ  ที่ช่วยให้การถ่ายรูปสนุกและได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคยอีกด้วยครับ

 

สเปคเบื้องต้นของ OPPO Find X

● หน้าจอ AMOLED แบบ panoramic Arc Screen ขนาด 6.42 นิ้ว ความละเอียด Full HD+ (2340×1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9 พร้อมกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 (หน้า/หลัง)

● ซีพียู Qualcomm SDM845 Snapdragon 845
● จีพียู Adreno™ 630
● แรม 8GB
● ความจุ 256GB
● กล้องหลังคู่ Dual Camera Pop-up  ความละเอียด 16 MP, (f/2.0, 1/2.6″, 1.22µm, PDAF, OIS) + 20 MP, (f/2.0, 1/2.8″, 1.0µm) LED flash, HDR,
● กล้องหน้า Pop-up ความละเอียด 25 MP, f/2.0
● แบตเตอรี่ 3730mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge)
● ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.01 บนพื้นฐานของ Android 8.1 (Oreo)
● การเชื่อมต่อ
GSM:850/900/1800/1900
WCDMA:B1/2/4/5/6/8/19
LTE FDD:B1/2/3/4/5/7/8/12/13/17/18/19/20/25/26/28/29/32/66
TD-LTE:B34/38/39/40/41(2496-2690MHz)

● SIM Card Type Dual Nano-SIM Cards
● GPS GPS/aGPS
● Bluetooth BT2.1+EDR, BT5.0
● Wi-Fi 2.4/5GHz 802.11 a/b/g/n/ac
● OTG Supported
● ขนาดตัวเครื่อง 156.7 x 74.2 x 9.6 มม.
● น้ำหนัก 186 กรัม
● สี แดง-Bordeaux Red และฟ้า Glacier Blue
● ราคาเปิดตัว 29,990 บาท

 

Packaging & Accessories

กล่องแพ็กเกจมาในโทนสีน้ำเงินตัดเหลืองดูแข็งแรงและหรูหราตั้งแต่แรกสัมผัส  โดยตัวกล่องเป็นแบบลิ้นชักดึงออกมาจากด้านข้าง แต่ทั้งนี้เครื่องที่ทางเว็บได้รับมาจะเป็นเครื่องรีวิว ซึ่งอุปกรณ์ภายในกล่องจะแตกต่างจากเครื่องขายจริงอยู่บ้างเล็กน้อยครับ

 

อุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาของ OPPO Find X จะประกอบไปด้วย

  1. เข็มจิ้มเปิดถาดซิม
  2. อแดปเตอร์ชาร์จ Output 5V-2A / 5V-4A รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge
  3. สาย USB Type C

4. หูฟังสมอลทอร์ค แบบ USB Type C พร้อมตัวแปลง Type C to 3.5mm

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาของ OPPO Find X เครื่องรีวิว กับเครื่องวางจำหน่ายจริงจะแตกต่างกันนิดหน่อยครับ โดยเครื่องรีวิวสิ่งที่ขาดไปก็คือ คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า และเคสครับ

 

Design & Hardware

OPPO Find X มาพร้อมกับการออกแบบใหม่ในชื่อที่เรียกว่า Panoramic Arc Screen เป็นการดีไซน์จอแสดงผลแบบไร้ขอบ และไม่มี Notch หรือรอยบากมามาบดบังทัศนวิศัย ส่งผลให้ OPPO Find X มีอัตราการแสดงผลเทียบกับตัวเครื่องสูงถึง 93.8% ในด้านของวัสดุก็ให้ความหรูหราพรีเมี่ยมสมราคาค่าตัว โดยบอดี้หลักประกอบไปด้วย กระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass ทั้งด้านหน้าและหลัง แถมยังเป็นกระจกกันรอย Corning Gorilla Glass 5 ที่นอกจากจะหรูหราแล้ว ยังแฝงความแข็งแกร่งไว้ภายในอีกด้วย นอกจากนี้ตัวเครื่อง OPPO Find X ยังออกแบบด้วยการไล่โทนเฉดสีแบบ Gradient ซึ่งส่งผลให้ตัวเครื่องมีการสะท้อนแสงและเงา มีความโดดดเด่นสะดุดตาเหนือกว่าคู่แข่งทั่วไปในท้องตลาด ในด้าน handle การจับถือพกพา ด้วยการเลือกใช้กระจกขอบโค้งแบบ 3D Glass  ซึ่งโค้งมนจรดขอบ ทำให้การจับถือพกพานั้นสอดรับเข้ากับสรีระของฝ่ามือได้เป็นอย่างดีเลยครับ

 

OPPO Find X เลือกใช้จอแสดงผลชนิด AMOLED ที่ให้ความสว่างสดใส มีมุมมที่กว้าง โดยตัวจอมีขนาด 6.4 นิ้ว ให้ความละเอียดมาที่ FHD+ (2340×1080) พิกเซล ในอัตราส่วน 19.5:9 ข้อดีที่น่าประทับใจของ OPPO Find X ก็คือการออกแบบขอบตัวจอแสดงผลด้านบน/ล่าง ให้ชิดไปกับขอบเฟรมของตัวเครื่อง ส่วนขอบจอแสดงผลด้านข้างก็จะโค้งมนไปจรดขอบเฟรมของตัวเครื่องเช่นกัน ส่งผลให้ OPPO Find X เป็นสมาร์ทโฟนที่ไร้ขอบตัวจริงของชั่งโมงนี้ และยังสามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างดีเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่ว ๆ ไปที่ให้การแสดงผลใหญ่เต็มตาในบอดี้ของตัวเครื่องที่ไม่ได้ใหญ่ตามไปด้วย ส่วนด้านเอนเตอร์เทนไม่ว่าจะเป็นการดูคลิปวีดีโอหรือเล่นเกมก็ได้ประโยชน์ของจอแสดงผลแบบ Panoramic Arc Screen ไปเต็ม ๆ เช่นกัน

 

OPPO Find X มีความโดดเด่นด้วยการรังสรรการดีไซน์แบบไล่เฉดสีขอบโค้ง 3D บนฝาหลัง ส่งผลให้เมื่อตัวเครื่อง OPPO Find X กระทบกับแสง จะส่องประกายระยิบระยับเหมือนคริสตัลเมื่อกระทบแสงปรากฏเป็นเอฟเฟกต์สีสันสวยงามพร้อมที่จะสะท้อนในทุกๆ มิติ สำหรับสีที่มีให้ใช้งานจะประกอบไปด้วย สี แดง-Bordeaux Red และฟ้า Glacier Blue

 

ตามที่เกริ่นไปครับ ขอบจอแสดงผลด้านบนล่าง นั้นออกแบบให้บางเฉียบมาก ๆ โดยมีความบางอยู่ที่ 1.91 มม. ทำให้ด้านบนของตัวเครื่องจึงมีเพียงช่องลำโพงสนทนาเท่านั้น ส่วนกล้องหน้า, หลัง และเซ็นเซอร์ต่าง ๆ  จะถูกซ่อนไว้ภายใน ทำให้ตัวเครื่องดูเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวเสมือนนำกระจก 2 ชิ้นมาประกบกันไว้ และนี่คือนวัตกรรมที่ต้องบอกเลยว่าเป็นไฮไลท์หลักของ OPPO Find X นั่นเอง

 

เทคโนโลยีที่ OPPO นำมาใช้ใน Find X ก็คือ Stealth 3D Cameras เป็นกลไกการทำงานด้วยมอเตอร์ โดยจะสไลด์แผงตรงกลางของตัวเครื่องขึ้นมา โดยแผงนี้จะมีทั้งกล้องหน้า/หลัง และชุดเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำงานได้ไวถึง 0.6 วินาที จากการทดสอบใช้งานจริงพบว่ามีความรวดเร็วที่ดีมาก ๆ  การทำงานราบเรียบ สมูทลื่นไหล ไม่มีเสียงรบกวนในขณะการทำงาน นอกจากนี้ OPPO ยังเผยอีกด้วยว่า เทคโนโลยี Stealth 3D Cameras ได้ผ่านการทดสอบอย่างหนักหน่วงกว่า 300,000 ครั้ง ผู้ใช้งานสามารถมั่นใจได้ในเรื่องของความแข็งแรงทนทาน โดย OPPO นั้นเคลมเรื่องระยะการใช้งานไว้ถึง 5 ปีเลยทีเดียว

ทั้งนี้ หลายคนอาจจะสงสัยว่าในขณะใช้งาน ถ้าเราไม่ได้ออกจากโหมดกล้อง ตัว Stealth 3D Cameras จะปิดด้วยการกดลงไปตรง ๆ จากผู้ใช้ได้หรือไม่ ตอบว่าได้เช่นกันครับ โดยการปิด Pop Up ของแผง Stealth 3D Cameras จะเป็นแบบอัตโนมัติเมื่อมีการกดลงไปตรง ๆ เพื่อป้องกันการเสียหายของระบบกลไกภายในนั่นเอง

 

นอกจากนี้ OPPO ยังใส่นวัตกรรมสุดเจ๋งมาให้ด้วย โดยมีเทคโนโลยีตรวจจับแรงโน้มถ่วงที่ทำงานร่วมกับ Stealth 3D Cameras โดยเฉพาะ หากเราทำสมาร์ทโฟนหลุดมือหรือร่วงลงสู่พื้น ตัว  Stealth 3D Cameras ก็จะปิดตัวโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการเสียหาย ซึ่งผมได้ทดสอบ ด้วยการปล่อยตัว Find X  ลงมาจากระดับอกและรองรับไว้ที่ความสูงระดับหัวเข่า พบว่า Stealth 3D Cameras นั้นปิดตัวลงอัตโนมัติได้จริง ๆ ครับ

 

 

OPPO Find X ยังมาพร้อมเทคโนโลยี 3D Structured Light เป็นการควบรวมระหว่างเทคโนโลยี Flood Illuminator และเซ็นเซอร์กล้องอินฟาเรด ซึ่งจะทำการประมวลจุดต่างๆ บนใบหน้ามากกว่า 15,000 จุด ทำให้สามารถสร้างโมเดลหน้า 3D ของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเพื่อการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าที่ปลอดภัย โดยความผิดพลาดจากการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของ OPPO Find X อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 50,000 และการที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟาเรด จึงช่วยให้การปลดล็อคในที่แสงน้อย หรือแม้กระทั้งในที่มืดก็ยังมีความรวดเร็วแม่นยำไม่แพ้ในสภาพแสงปรกติอีกด้วยครับ

 

กล้องหน้าของ  OPPO Find X  มาพร้อมความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพจากค่าย Sony ในรุ่น IMX576 ขับเคลื่อนด้วยความชาญฉลาดจาก AI เหมือนเช่นเคย ส่วนกล้องหลังเป็นแบบ Dual Camera กล้องคู่ที่ให้ความละเอียดกล้องตัวแรกมาที่.16 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX519 และกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เลือกใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX376K พร้อมระบบโฟกัน phase detection autofocus, และระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS (Optical Image Stabilization) ที่ช่วยป้องกันภาพเบลอหรือสั่นไหวในระดับ Hardware

สำหรับกล้อง Pop up สไลด์อัตโนมัติ ในช่วงแรก ๆ ผู้ใช้งานอาจจะต้องปรับตัวในการถือสักเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นการถ่ายในแนวตั้งก็ถือว่าปรกติไม่รู้สึกแตกต่างไปจากสมาร์ทโฟนทั่ว ๆ ไปแต่อย่างใดครับ

 

ฝั่งซ้ายของตัวเครื่องจะมีปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง ที่แยกออกมาเป็น 2 ปุ่ม ไม่ได้เป็นพาเนลเดียวแบบยาว ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้การกดใช้งานมีความแม่นยำที่ดีกว่า สำหรับแถบดำที่คาดอยู่ด้านบน-ล่างก็คือเสารับสัญญาณนั่นเอง  ต่อกันที่ฝั่งขวามือของตัวเครื่องจะเป็นที่อยู่ของปุ่มพาวเวอร์ ที่จัดวางตำแหน่งไว้ค่อนข้างดี คือไม่อยู่สูงหรือต่ำเกินไป ส่งผลให้การกดใช้งานมีความสะดวกคล่องตัวที่ดีครับ

 

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีไมค์ตัวที่สองที่ใช้ในการบันทึกเสียงพร้อมตัดเสียงรบกวน และ Notification Light

สำหรับด้านล่าง ประกอบไปด้วยลำโพงหลักตัวเครื่อง ที่ให้คุณภาพเสียงและความดังอยู่ในเกณฑ์ที่น่าประทับใจ แม้จะเป็นลำโพงแบบโมโนก็ตาม ถัดจากลำโพงก็จะเป็นไมค์สนทนา และ พอร์ต USB Type-C 3.0 ซึ่งรุ่นแรกของค่าย OPPO หลังจากที่ใช้ Micro USB มาอย่างยาวนาน ก็ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดี เพราะในยุคนี้ส่วนใหญ่จะเป็น Type-C เพื่อรองรับเทรนด์และเทคโนโลยีในอนาคตได้ดีกว่า

 

สุดท้ายจะเป็นช่องใส่ซิมการ์ด โดบรองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ นาโนซิม ทั้ง ซิม 1 และ 2 แต่ไม่รองรับ MicroSD นะครับ

 

 

Software & Feature

OPPO Find X เปิดตัวมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 5.1 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด โดยในภาพรวมมีการปรับแต่ง User Interface ใหม่ ที่ให้ฟิลลิ่งต่างจาก OPPO R15 Pro https://bit.ly/2MlRacZ อยู่บ้างเล็กน้อย เช่นพวกธีมและมีฟีเจอร์ที่ออกแบบมาเพื่อ OPPO Find X ที่มาพร้อมจอโค้งแบบ 3D โดยเฉพาะ เช่นลากนิ้วขึ้นจากขอบสองครั้ง เพื่อย้อนกลับไปยังแอปก่อนหน้านั้น และแบ่งหน้าจอเป็น 2 หน้าต่าง (Split-Screen) ด้วยการลากนิ้วเข้ามาจากขอบด้านตรงกันข้ามทั้งสองด้าน

ส่วนฟังก์ชั่นอื่น ๆ ก็ใส่ให้มาอย่างครบถ้วน อาทิเช่น Gesture & Motion ฟีเจอร์ที่หลายคุ้นน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะฟีเจอร์พวกนี้มักจะมีมาให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนหลาย ๆ แบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา หลักการทำงานจะไม่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่หน้าจอปิดอยู่ เราสามารถวาดตัวอักษรบนหน้าจอเพื่อเปิดใช้งานแอปที่กำหนดไว้ , การลาก 3 นิ้วเพื่อจับภาพหน้าจอ ฯลฯ เป็นต้น

 

ในด้านการปรับแต่ง รอบนี้ OPPO Find X ไม่ใช้แนวทางเลือกโทนตามสีของตัวเครื่องเหมือน R15 Pro แต่เลือกใช้ธีมที่มีความกลมกลืนสอดคล้องกับอินเทอร์เฟซหลัก และหน้าจอ Panoramic Arc Screen ได้อย่างสมบูรณ์ลงตัว

 

จอแสดงผลเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ปรับแต่งได้ค่อนข้างยืดหยุ่นครับ นอกจากการปรับโทนภาพตามรสนิยมของผู้ใช้งานแล้ว ยังมีโหมดที่ช่วยถนอมสายตามาให้ใช้งานกันด้วย รวมไปถึงฟีเจอร์ด้านเอนเตอร์เทน ที่สามารถปรับปรุงการแสดงผลของวีดีโอ ให้มีการแสดงผลที่สดใสยิ่งขึ้น นอกจากนี้เรายังสามารถปรับลูกเล่นของไฟแจ้งสถานะของขอบจอ หรือไฟพาโนรามาได้ถึง 3 รูปแบบ

 

ในส่วนของการตั้งค่า จะมีบางส่วนที่ถูกแยกออกมารวมอยู่ในเมนูของแอพระบบ เช่นการตั้งค่ากล้อง, รายชื่อ, การโทร, ข้อความ ซึ่งจะเป็นเมนูย่อยและสามารถเปิดใช้ฟีเจอร์พิเศษได้โดยตรงที่เมนูของตัวแอพระบบ

 

ฟีเจอร์ด้าน Network และการโทรของ OPPO Find X มีความโดดเด่นด้วยการรองรับเทคโนโลยี Full Netcom 4.0 ทำให้สามารถสามารถจับสัญญาณ 4G/3G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE  ซึ่งฟีเจอร์ในด้านการโทรที่ให้มาก็ถือว่าครบถ้วนและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวัน เช่นฟีเจอร์บล็อคสาย บล็อคข้อความ โดยเราสามารถเลือกสร้าง Blacklist และ Whitelist ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถบันทึกสายขณะโทรได้โดยตรง ไม่ต้องลงแอปเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

 

ฟีเจอร์ยอดนิยมของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ต้องมีการแบ่งหน้าต่างเพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม เช่น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว รวมไปถึงยังสามารถตอบโจทย์คอเกมด้วย Game Space ที่สามารถรีดศักยภาพของตัวกราฟิก ช่วยให้เราเล่นเกมได้อย่างเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถจัดการในด้านการเชื่อมต่อ ในขณะเล่นเกมได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ไม่สุดติดขัดจนเสียอารมณ์ในขณะเล่นเกม

 

เมื่อใช้งานแอปพลิเคชั่นในโหมดแนวนอน เราสามารถเรียกใช้งานฟีเจอร์ Full Screen Multitasking ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่รวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้ในทีเดียว อาทิเช่นทางลัดโปรแกรม การบันทึกหน้าจอทั้งแบบวีดีโอและภาพนิ่ง การปิดแจ้งเตือน Notification เป็นต้น

 

OPPO Cloud สิทธิพิเศษที่ OPPO มอบให้สำหรับลูกค้า โดยเป็นพื้นที่ฝากไฟล์แบบออนไลน์ที่ให้พื้นที่ถึง 5GB ซึ่งทำให้เราสามารถสำรองข้อมูลที่สำคัญต่าง ๆ เช่นรายชื่อ เบอร์โทร รูปภาพ และสามารถกู้คืนข้อมูลได้อย่างสะดวกง่ายดาย OPPO Cloud เป็นบริการพื้นที่ฝากไฟล์ที่เปิดให้ใช้งานฟรี ไม่มีการเรียกเก็บค่าบริการเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

ระบบรักษาความปลอดภัยและรักษาความเป็นส่วนตัวของ OPPO นั้นโดดเด่นมากครับ ผู้ใช้งานสามารถการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้แบบละเอียด ไม่ว่าจะเป็นทั้งด้านการโทร, ข้อมูลที่จัดเก็บภายในตัวเครื่อง, การอนุญาตแอป, รวมถึงการปกป้องเยาวชนด้วยโหมดพื้นที่สำหรับเด็กที่ผู้ปกครองสามารถกำหนดเวลาและการเข้าถึงแอปสำหรับการใช้งานในแต่ละครั้งได้ตามที่ต้องการ

 

ในด้านระบบรักษาความปลอดภัย OPPO Find X จะไม่มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ แต่จะใส่ระบบยืนยันตัวตนแบบใหม่ด้วยการสแกนใบหน้าแบบ 3 มิติ ที่เป็นนวัตกรรมของทาง OPPO ซึ่งก็คือ 3D Structured Light ที่ทำงานร่วมกับ  Stealth 3D Cameras นั่นเอง โดยจะทำการประมวลจุดต่างๆ บนใบหน้ามากกว่า 15,000 จุด ทำให้สามารถสร้างโมเดลหน้า 3D ของผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำเพื่อการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าที่ปลอดภัย โดยความผิดพลาดจากการปลดล็อกเครื่องด้วยใบหน้าของ OPPO Find X อยู่ที่ 1 ใน 1,000,000 เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าการปลดล็อกด้วยลายนิ้วมือซึ่งอยู่ที่ 1 ใน 50,000 และการที่มาพร้อมกับเซ็นเซอร์อินฟาเรด จึงช่วยให้การปลดล็อคในที่แสงน้อย หรือแม้กระทั้งในที่มืดก็ยังมีความรวดเร็วแม่นยำไม่แพ้ในสภาพแสงปรกติอีกด้วย

ระบบสแกนใบหน้าของ OPPO มีรูปแบบให้เลือกใช้งานได้ 2 รูปแบบ

  1. เลื่อนสไลด์นิ้วขึ้นจากหน้าล็อกสกรีน
  2. การกดปุ่ม Power เพื่อเรียกใช้กลไก Stealth 3D Cameras

 

ด้านการจัดสรรพลังงาน OPPO Find X อยู่ในเกณฑ์ปรกติครับ คือไม่ได้โดดเด่นแบบอึดทนข้ามวัน แต่ก็ไม่ได้สูบแบตจนหมดไวผิดปรกติแต่อย่างใด เรียกว่าใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถอยู่ได้ราว ๆ 1 วันแบบปริ่ม ๆ แต่ไฮไลท์จริง ๆ  ของ OPPO Find X จะอยู่ที่เทคโนโลยีชาร์จเร็ว VOOC Flash Charge ที่ชาร์จ 30 นาทีจะเพิ่มระดับแบตเตอรี่ของโทรศัพท์มือถือได้ถึง 75 % อีกทั้ง VOOC Flash Charge ยังเครมในเรื่องความปลอดภัยถึง 5 ชั้น จึงอุ่นใจได้ในเรื่องของความปลอดภัย

 

Benchmarks & Performance

มาพร้อมสเปคระดับเรือธง ทั้งชิปเซ็ตตัวล่าสุดอย่าง Snapdragon 845 จีพียู Adreno 630 แรม 8GB และพื้นที่หน่วยความจำภายในตัวเครื่องที่ให้ความจุมาถึง 256GB ในส่วนของเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างครบถ้วน ตามที่สมาร์ทโฟนแฟลกชิพควรจะมี ในด้านภาครับสัญญาณ GPS นั้นจับสัญญาณได้ไวน่าประทับใจมากครับ

สำหรับเรื่องผลคะแนนไม่ต้องไม่คำนึงมากครับ เพราะสเปคระดับนี้คะแนนสูงอย่างแน่นอน แต่มาพูดถึงภาคการใช้งานจริงกันดีกว่า ซึ่ง OPPO Find X นั้นมีการทำงานที่สมูทลื่นไหล ส่วนหนึ่งต้องยกความดีให้ตัว Firmware ที่ปรับแต่งมาได้ค่อนข้างดี (เวอร์ชั่นล่าสุด) ซึ่งทำให้ OPPO Find X พร้อมตอบทุกโจทย์การใช้งาน ไม่ว่าคุณจะชอบการถ่ายรูป เล่นเกม ดูหนัง ฟังเพลง OPPO Find X  เอาอยู่ทุกสถานการณ์ครับ

 

 

Multimedia & Entertain

VDO Player บน OPPO Find X รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียด 4K ได้อย่างไหลลื่น แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น แถมด้วยหน้าจอแบบไร้ขอบ มีพื้นที่หน้าจอแสดงผลต่อตัวเครื่องถึง 93.8% ทำให้การใช้งานด้านความบันเทิงนั้นโดดเด่นมาก ๆ เลยครับ

 

Music Player มีจุดเด่ดที่ระบบเสียง Real HD Sound ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่ง Equalizer ได้อย่างยืดหยุน ทั้งรูปแบบสำเร็จรูป และการปรับแต่งในแบบแมนวน ในด้านคุณภาพเสียงต้องบอกเลยว่าไม่ธรรมดาครับ แรกสัมผัสผู้เขียนลองใช้งานกับหูฟังสมอลทอร์ค แบบ USB Type C ที่แถมมาในกล่อง ก็รู้สึกแปลกใจในทันที คือมันเสียงดีกว่าที่คาดไว้ และเมื่อลองเปลี่ยนมาใช้ตัวแปลง Type C ะน 3.5 มม. พร้อมใช้หูฟังตัวโปรดก็พบว่าให้คุณภาพเสียงที่มีมิติขึ้น ตรงนี้น่าประทับใจมากครับ และนอกจากนี้ ใน Color OS 5.1 ยังมีฟีเจอร์ Music Party ที่สามารถเปิดเพลงเดียวกันพร้อมกันได้หลายเครื่องอีกด้วย

 

Game Space “การเร่งความเร็วเกม” ที่ช่วย optimization ให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น และยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยจัดการด้านการแจ้งเตือน เช่นการปฏิเสทสาย หรือการรับสายผ่านทางแฮนด์ฟรีได้เป็นต้น ใครเป็นคอเกมต้องบอกเลย OPPO Find X ตอบโจทย์อย่าางแน่นอน

 

ลองทดสอบเกมฮิต ๆ ในช่วงนี้ดูบ้าง

Asphalt 9 มาพร้อมกราฟฟิกสวยงาม แน่นอนว่าต้องการทรัพยากรทางด้าน Hardware ที่แรงอยู่ไม่น้อย ซึ่ง OPPO Find X  นั้นเล่นเกมนี้ได้ลื่นหัวแตก ไม่พบเจอการสะดุดหรือหน่วงจนผิดปรกติแต่อย่างใด

 

PUBG สามารถเล่นในระดับความละเอียดสูงสุดได้อย่างลื่นไหล ไม่มีอาการหน่วงสะดุดติดขัดให้หัวร้อนแต่อย่างใด ส่วน ROV ลาก 60 เฟรมเรทแบบยาว ๆ ในทุก ๆ ฉากไม่มีตก ไม่ว่าจะช่วงเดินเล่นชิล ๆ หรือยกพวกตะลุมบอนหมู่

สรุป OPPO Find X เจาะกลุ่มผู้ใช้งานที่ชื่นชอบการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี ด้วยสเปคและฟีเจอร์ Game Space ที่ถูกปรับแต่งมาเป็นอย่างดี ส่งผลให้ OPPO Find X  นั้นโดดเด่นและพร้อมจะตอบโจทย์กลุ่มคนเล่นเกมไม่ว่าจะเป็นสายธรรมดา ๆ หรือฮาร์ดคอร์ ได้เป็นอย่างลงตัวเลยครับ

Camera & Sample

กล้องหน้าของ  OPPO Find X  มาพร้อมความละเอียด 25 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพจากค่าย Sony ในรุ่น IMX576 ขับเคลื่อนด้วยความชาญฉลาดจาก AI เหมือนเช่นเคย ส่วนกล้องหลังเป็นแบบ Dual Camera กล้องคู่ที่ให้ความละเอียดกล้องตัวแรกมาที่ 16 ล้านพิกเซล ใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX519 และกล้องตัวที่สองความละเอียด 20 ล้านพิกเซล เลือกใช้เซ็นเซอร์รับภาพ Sony IMX376K พร้อมระบบโฟกัน phase detection autofocus, และระบบป้องกันภาพสั่นไหว OIS (Optical Image Stabilization) ที่ช่วยป้องกันภาพเบลอหรือสั่นไหวในระดับ Hardware

 

อินเทอร์เฟสของกล้องถ่ายภาพด้านหลังบน OPPO Find X ยังคงเป็นแนวทางเดียวกับ R15 Pro ตัวเมนูดูเรียบง่าย และสามารถเรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่าง ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว สำหรับโหมดการถ่ายนั้นจะประกอบไปด้วย 6 โหมดหลัก

ฟีเจอร์ AI Beauty อันลือลั่นและถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนหลาย ๆ รุ่นของ OPPO ได้มีการพัฒนาอัพเกรดขึ้นไปอีกขั้น ในชื่อ 3D AI Beauty  ซึ่งรูปแบบการทำงานของ 3D AI Beauty  จะสามารถวิเคราะห์และสร้างโครงหน้าผู้ใช้งานเป็นโมเดล 3D ได้ จึงสามารถปรับได้แม้กระทั่งโครงหน้าอย่าง รูปหน้า ทรงจมูก ดวงตา คาง และโหนกแก้ม ตามใจชอบ

 

นอกจากนี้ Find X ยังนำเสนอ 3D smart selfie capture โดยสามารถสร้าง 3D model ของใบหน้าผู้ใช้งานได้อย่างแม่นยำระดับเดียวกับที่ใช้กันในกองทัพทหารด้วย 3D Face recognition และด้วยเทคโนโลยีการวิเคราะห์ AI จึงสามารถวิเคราะห์ใบหน้าได้ดีขึ้นปรับแต่งใบหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติและสวยงามยิ่งขึ้น

ส่วนกล้องจะมีไฮไลท์ที่ AI Portrait Mode ซึ่งให้ผลถ่ายบุคคลที่โดดเด่นด้วยการจัดแสงแบบสตูดิโอ โดยมีโหมดแสงไฟให้เลือกหลากหลายถึง 9 แบบ และ AI Scene Recognition 2.0 ที่สามารถประเมินประเภทของภาพ และปรับแต่งภาพให้อัตโนมัติอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมาพร้อมเทรนด์สุดฮิต  AR Stickers ที่สามารถใช้งานได้ทั้งบนกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับโหมดบิวตี้และเลือกใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพได้อีกด้วย

 

3D Emoji ลูกเล่นใหม่ที่มาพร้อม OPPO Find X เป็นฟีเจอร์ที่สร้าง อีโมจิแบบ 3 มิติ สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใบหน้าของผู้ใช้งาน อีกทั้งยังสามารถบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและเคลื่อนไหว

 

 

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด Auto

 

เปิดใช้งาน AI Beauty

 

ปรับ Beauty แบบ Manual โดยเลือกไปที่ระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

 

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด Auto

 

เปิดใช้งาน AI Beauty

 

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด portrait

 

สำหรับโหมด portrait บน OPPO Find X จะมีฟีเจอร์ 3D Lighting มาให้ใช้งาน โดยฟีเจอร์นี้จะเลือกรูปแบบการจัดแสงได้ทั้งหมด 6 รูปแบบ ซึ่งคล้าย ๆ กับการจัดสภาพแสงในสตูดิโอนั่นเอง และเรายังสามารถปรับเลือกรูปแบบแสงในภายหลังเพิ่มได้อีกเป็นทั้ง 9 รูปแบบ โดยเปิดรูปจากที่ถ่ายในโหมด portrait ขึ้นมา แล้วแตะไปที่ไอคอนรูปใบหน้าที่อยู่มุมขวาล่างของภาพ

 

3D Lighting ในสภาพแสงต่าง ๆ ที่มีให้เลือกใช้งาน

 

กล้องหน้ามาพร้อม เซนเซอร์ HDR 2.0 ที่ช่วยแก้ปัญหาภาพถ่ายย้อนแสง

โดยรูปตามตัวอย่าง ภาพซ้ายมือและตรงกลางจะปิดโหมด HDR ไว้ ส่วนภาพขวามือสุดเมื่อเปิดโหมด HDR ทำให้สามารถเก็บดีแทลพื้นหลังของภาพกลับมาได้ โดยที่ภาพของตัวบุคคลยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเช่นเคย

 

 

 

ทดสอบกล้องหลังในโหมด Auto ซึ่งรองรับ AI Beauty และสามารถใส่ฟิลเตอร์ไม่ต่างไปจากกล้องหน้า

 

โหมด portrait ของกล้องหลัง

 

 

เปรียบเทียบระหว่างโหมด Auto และ portrait

 

การละลายฉากหลังในโหมด  portrait อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจครับ โดยสามารถละลายฉากหลังได้ดูเป็นธรรมชาติ แถมยังเก็บดีเทลของขอบได้ค่อนข้างดีอีกด้วย

 

ส่วนฟีเจอร์ 3D Lighting ก็มีให้ใช้งานเหมือนกล้องหน้าทุกประการ

 

ภาพซ้ายโหมดปรกติ ภาพกลางเปิดแฟลช ภาพขวามือปิดแฟลช-เปิดโหมดบิวตี้

ทดสอบเซลฟีในที่แสงน้อย (สภาพแสงภายในอาคาร) ในภาพรวมยังให้ความคมชัดในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้เราสามารถเปิดใช้งานแฟลชเพื่อช่วยให้ภาพดูสว่างและมีมิติขึ้นได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งขอดีของไฟแฟลชบน OPPO Find X นั้นจะเป็นแบบ Flash on Display หรือการใช้งานแสงสว่างของหน้าจอแสดงผลมาเป็นแฟลชนั่นเอง ตรงนี้จะให้โทนที่ดูนุ่มนวลไม่สว่างจ้าเหมือนไฟแฟลชแบบ LED ครับ

 

สามารถสร้าง สร้างตัวการ์ตูนจากใบหน้าของผู้ใช้ และปรับแต่งรูปแบบทรงผม และเครื่องประดับพร้อมการแต่งกายได้หลากหลายรูปแบบ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งลูกเล่นที่นำไปใช้งานได้สนุกสนานน่าสนใจดีครับ

 

AR Stickers สามารถใช้งานได้ทั้งบนกล้องหน้าและกล้องหลัง พร้อมบันทึกเป็นไฟล์ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังสามารถทำงานร่วมกับโหมดบิวตี้และเลือกใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพได้อีกด้วย

จากนี้ไปดูภาพรวม ๆ จากกล้องหลังของ OPPO Find X กันต่อได้เลยครับ

 

 

 

 

 

ทดสอบในที่แสงน้อย

 

เปรียบเทียบระหว่างเปิดและปิดแฟลช

สรุปกล้อง OPPO Find X

OPPO Find X ยังคงทำผลงานด้านกล้องหน้าได้ดีสมกับเป็นเบอร์หนึ่งของการถ่ายเซลฟี่ไว้ได้ครับ และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่สนุกและได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคย ส่วนกล้องหลัง ช่วงแรก ๆ ยังพบปัญหาจาก Firmware ที่ไม่สมบูรณ์อยู่บ้าง แต่พอหลังจากอัพเกรด Firmware ล่าสุด ปัญหาต่าง ๆ ได้รับการแก้ไขเรียบร้อย และสามารถแสดงศักยภาพของตัว Hardware ออกมาได้เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ภาพที่ได้จากกล้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นในสภาพแสงปรกติหรือในที่แสงน้อย ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีสมกับเป็นสมาร์ทโฟนระดับเรือธงอย่างแท้จริง

 

 

สรุป OPPO Find X

ข้อดี

1. ดีไซน์หรูหรา พรีเมี่ยม ด้วยวัสดุกระจกหน้า/หลัง โดดเด่นด้วยการรังสรรด้วยการดีไซน์แบบไล่เฉดสีขอบโค้ง 3D บนฝาหลัง

2. มาพร้อมนวัตกรรมสุดล้ำ Stealth 3D Cameras  ซ่อนกล้องในตัวเครื่อง พร้อมใช้งานในสไลด์ Pop up แบบอัตโนมัติ

3. ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้ารวดเร็วแม่นยำ แม้ในที่แสงน้อย

4. หน้าจอแสดงผลแบบไร้ขอบที่แท้จริง ใหญ่เต็มตา และมีคุณภาพที่ดีมาก ทั้งความคมชัด, ความสว่างสดใส และการตอบสนองในการทัช

5. กล้องหน้ามาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเคย ส่วนกล้องหลังขับเคลื่อนด้วย AI Scene Recognition ให้ภาพคมชัด สมจริง และ AI Portrait Mode ละลายฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ

6. การจัดสรรพลังงานทำได้ค่อนข้างดี การใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานได้ครบวัน และยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge)

7. การเชื่อมต่อให้มาอย่างครบถ้วน รวมไปถึงรองรับ Full Netcom 4.0 และ Dual VoLTE

8. สเปคจัดเต็ม ในระดับเรือธง ให้มาแบบครบ ๆ พร้อมตอบทุกโจทย์การใช้งาน

 

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

1. ตัวเครื่องเป็นกระจก จึงเก็บรอยนิ้วมือง่าย ทำความสะอาดลำบากและมีความเสี่ยงหากใช้งานโดยไม่ใส่เคสป้องกัน

2. ไม่รองรับ MicroSD Card

3. ไม่รองรับฟีเจอร์ กันน้ำกันฝุ่น

4. ระบบกล้องแบบสไลด์ ใช้งานช่วงแรก ๆ ต้องทำการปรับตัวในการถืออยู่บ้าง

 

ก็คงจะฝากไว้แต่เพียงเท่านี้ สำหรับรีวิว OPPO Find X แล้วพบกันใหม่ในรีวิวทดสอบด้านเอนเตอร์เทนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ



ถูกใจบทความนี้  17

ใส่ความเห็น