ดีแทคห่วงใยลูกค้าแนะนำ 7 ข้อต้องรู้เพื่อความปลอดภัยจากอาชญากรไซเบอร์ในสถานการณ์โควิด-19

30 มีนาคม 2563 – สถานการณ์ความตื่นกลัวจากการระบาดโควิด-19 ได้เพิ่มมากขึ้น ดีแทคชี้การก่อกวนจากแฮกเกอร์และการหลอกลวงจากผู้ไม่หวังดีในโลกออนไลน์ ได้ฉวยโอกาสนี้สร้างความเสียหายสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้งานออนไลน์ของไทย หลายองค์กรได้รายงานถึงภัยอินเทอร์เน็ตในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นกลัวกับการระบาดของโรคโควิด-19  อาทิ อาชญากรไซเบอร์แอบอ้างเป็นองค์การอนามัยโลก หรือ หน่วยงานจากภาครัฐเพื่อทำการฉ้อโกง จัดตั้งเว็บไซต์ปลอม และ  ฟิชชิ่ง (Phishing) หรือเผยแพร่ข้อมูลปลอม (Fake news) ในรูปแบบภัยอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงนี้ระบาดหนักต้องระวังมิจฉาชีพปลอมเว็บ www.เราไม่ทิ้งกัน.com เพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวคนลงทะเบียนรับมาตรการเยียวยา 5,000 บาท จากภาครัฐในกรณีได้รับผลกระทบโควิด-19 ไปสร้างความเสียหาย

นายประเทศ ตันกุรานันท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มเทคโนโลยี บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค ระบุว่า “สิ่งสำคัญในการใช้งานออนไลน์ในขณะนี้ คือ ทุกฝ่ายและคนใช้งานทุกคนต้องช่วยกันระวังภัยคุกคามจากอาชญากรไซเบอร์ที่กำลังเพิ่มเป็นอย่างมาก ซึ่งทุกประเทศจำเป็นต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหาภัยทางอินเทอร์เน็ตทั่วโลก โดยในต่างประเทศ เช่น หน่วยงานเอฟบีไอ (FBI) ของสหรัฐอเมริกา  และหน่วยงานตำรวจยุโรป (Europol) ได้ออกมาเตือนถึงภัยคุกคามของอาชญกรรมไซเบอร์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงสถานการณ์ที่ทุกคนกำลังตี่นตระหนกกับโรคโควิด-19 สำหรับในประเทศไทยหน่วยงานภาครัฐได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินสกัดโรคโควิด-19 รวมทั้งกำหนดโทษในการเผยแพร่ข่าวปลอมผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะว่าไปแล้วคนที่จะป้องกันได้ดีที่สุดก็คือตัวของพวกเราเอง โดยเราจะต้องสังเกตและรู้จักรูปแบบการหลอกลวงต่างๆ ในโลกออนไลน์ สำหรับช่วงนี้ต้องระวังมิจฉาชีพปลอมเว็บไซต์โครงการเราไม่ทิ้งกันระบาดหนัก ซึ่งจะหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลบัญชีธนาคารจากคนลงทะเบียนไปฉ้อโกงได้ ”

 

ดีแทคแนะนำ 7 ข้อต้องรู้ที่จะทำให้คุณปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์

 

  1. เชื่อถือข้อมูลจากแหล่งที่ตรวจสอบแล้วเท่านั้น – ติดตามข่าวสารจากสื่อมวลชนที่เชื่อถือได้แทนที่จะเชื่อข่าวลือบนทวิตเตอร์ หรือที่ข้อมูลที่แชร์ผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะข่าวปลอม (Fake news) รวมทั้งไม่แชร์ต่อ องค์กรต่างๆ ต้องจัดทำช่องทางที่จะสื่อสารภายในกับพนักงานอย่างชัดเจน หรือสร้างแหล่งข้อมูลสำหรับพนักงานเพื่อค้นหาข้อมูลที่เชื่อถือได้ ดังนั้น พนักงานจะต้องตรวจสอบกับหน่วยงานของตนในกรณีฉุกเฉินว่าช่องทางใดที่ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารอย่างเป็นทางการ
  2. ตรวจสอบว่าผู้ส่งอีเมลคือบุคคลตามที่อ้างหรือไม่ – เมื่อได้รับอีเมลที่น่าสงสัยให้ตรวจสอบอีเมลแอดเดรสที่ถูกส่งมาว่าใช่อีเมลจากบุคคลหรือองค์กรตามที่ส่งมาหรือไม่ หากไม่แน่ใจให้ติดต่อกลับหาผู้ที่ส่งมาผ่านทางช่องทางติดต่ออื่น  เช่น โทรสอบถามบุคคลที่ส่งอีเมลมาถึงคุณให้แน่ใจ
  3. ตรวจสอบลิงก์ในอีเมลก่อนที่คุณจะคลิกลิงก์ทุกครั้ง – เว็บไซต์ปลอมกำลังระบาด ก่อนที่จะคลิกลิงก์ที่ได้รับมาจะต้องทำการตรวจสอบให้แน่ใจ โดยสามารถทำได้จากการเลื่อนเมาส์ไปวางบนลิงก์เพื่อดูว่าลิงก์นั้นจะไปตามที่ระบุไว้จริงหรือไม่
  4. ระมัดระวังเมื่อได้รับอีเมลจากบุคคลที่ไม่รู้จักและใช้ข้อความหลอกกระตุ้นให้เปิดไฟล์ที่แนบมา – ต้องตรวจสอบทุกครั้งว่าอีเมลที่ถูกส่งมานั้นเป็นของผู้ที่รู้จักได้ส่งมาจริง หากคุณมีข้อสงสัยอย่าเปิดดู ดังที่กล่าวไว้ใน ข้อ 2 คุณสามารถตรวจสอบโดยติดต่อสอบถามกลับไปยังผู้ที่ส่งมาหาคุณได้ โดยติดต่อผ่านช่องทางอื่นที่ไม่ใช่อีเมล
  5. ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ เช่น ชื่อผู้ใช้ (username) รหัสผ่าน (passwords) ข้อมูลบัตรเครดิต และอื่น ๆ องค์กรที่ดำเนินการอย่างโปร่งใสจะไม่ขอข้อมูลดังกล่าวผ่านทางอีเมลและเว็บไซต์
  6. อย่าเชื่อข้อเสนอที่อ้างจนดีเกินจริง – ในช่วงที่สินค้าจำเป็นต่างๆ ขาดตลาด ถ้าหากเป็นไปไม่ได้ที่จะหาสินค้า บริการ อาทิ เวชภัณฑ์ หน้ากากอนามัย อุปกรณ์ทางการแพทย์ ฯลฯ ที่วางจำหน่าย ต้องระมัดระวังบุคคลที่จะมาล่อลวงเสนอขายสินค้าและบริการเหล่านี้ทางออนไลน์ รวมทั้งห้ามโอนเงินล่วงหน้าให้คนที่คุณไม่รู้จัก
  7. ห้ามให้รายละเอียดบัตรเครดิตธนาคารหรือข้อมูลทางการเงินส่วนบุคคล – คุณต้องตั้งข้อสงสัยเป็นกรณีพิเศษถ้ามีบุคคลโทรมาสอบถามข้อมูลดังกล่าว ถึงแม้จะอ้างว่าติดต่อมาจากองค์กรที่มีชื่อเสียง เพราะบุคคลนั้นอาจแอบอ้างและใช้กลลวงเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวของคุณไปทำความเสียหายได้



ถูกใจบทความนี้  0

ใส่ความเห็น