เปรียบเทียบ Xiaomi Mi6 กับ Mi5 ตามสไตล์คนใช้งาน

Mi6-vs-mi5-15

ทั้ง Mi5 และ Mi6 อยู่ในมือผมทั้ง 2 รุ่นพร้อมๆกัน เลยมาเปรียบเทียบให้ได้ชม
1 ปีผ่านไป มีอะไร ดีขึ้น และแย่ลงบ้าง เรามาดูกัน

ทุกคนจะรู้กันอยู่แล้วนะครับว่า Mi5 มี 2 รุ่น รุ่น RAM 3GB กับ RAM 4GB
ส่วน Mi6 มี RAM 6GB

รุ่นที่ผมนำมารีวิวในกระทู้นี้ Mi5 จะเป็น RAM3GB ROM 32GB สีขาว
ส่วน Mi6 จะเป็น รุ่น RAM6GB ROM64GB สีดำ
คือเป็นรุ่นถูกสุดของทั้ง 2 รุ่นนั่นแหละ

ก็จะมีหลายอย่าง เปลี่ยนไปมากสำหรับ มือถือทั้ง Flagship ทั้ง 2 รุ่นนี้
ที่เปิดตัวมาแต่ละครั้ง ต้องใช้ CPU รุ่นใหม่สุด แสนจะร้อนแรง แถมใส่ RAM แบบที่ว่าเยอะสุดในช่วงเวลานั้นๆ
แล้วคนก็ต้องแย่งซื้อกันจนมีการปั่นราคาขายต่อกันอีกนะ ปั่นจาก 12,000บาท โดนปั่นราคาที่จีน
พอนำเข้ามาขาย ราคาวิ่งไป 16,000-18,000 บาทนู้น
ทำเอาคนใช้อย่างผม ไม่รีบซื้อไปเลย เพราะปีที่แล้วซื้อมาก็ต้องมารอ Global ROM อีก

ปีนี้ก็รอ Global ROM ออกก่อนค่อยว่ากัน ซึ่งก็ออกมาแล้วนะ Android News: Xiaomi MI6 Global Stable ROM version Release !!!
ใครที่มีรอมจีนในเครื่องก็สามารถที่จะ เปลี่ยน ROM กันได้ โดยจะต้อง unlock bootloader ก่อน Android Tips: วิธี Unlock Bootloader Xiaomi Mi6
หลังจาก unlock แล้วจึงจะ Flash ROM ข้ามภาษากันได้ โดยจะต้องใช้วิธี Fastboot Android Tips: วิธี Flash Global Stable ROM ให้กับ Xiaomi Mi6 แบบ Fastboot

เอาล่ะมาดูกันเลย ว่า 2 รุ่นนี้มันแตกต่างกันอย่างไร

Mi6-vs-mi5-1

กล่อง

Mi5 จะใหญ่กว่าเยอะเลย
ส่วน Mi6 เริ่มเข้าใกล้ ไอโฟนแล้ว คือใหญ่กว่าเครื่องเล็กน้อย
ส่วนความบางของกล่องพอๆกัน จัดว่าบาง

Mi6-vs-mi5-2

ด้านหลังกล่อง

มีรายละเอียดทั่วไป
ทั้ง 2 เครื่องเป็นเครื่องที่ใส่ ROM จีนมาทั้งคู่ ไม่มี Play Store
รายละเอียดก็จะมาเป็นภาษาจีน

Mi6-vs-mi5-13

Body

ของ Mi6 จะมนกว่า ทำให้จับแล้วรู้สึกบางลงเยอะ ทั้งๆที่ขนาดพอๆกัน
ความรู้สึกเวลาจับ ดีมากๆ รู้สึกหรูหรา เป็นไฮโซจีนขึ้นมาทันที 555

ส่วน Mi5 จับมาเป็นปีแล้วเบื่อรูปทรงมันมาก

Mi6-vs-mi5-14

Port เชื่อมต่อและชาร์จ

Port ชาร์จจะเป็น USB-C ตัวใหม่ทั้ง 2 รุ่น ใช้ OTG ได้เหมือน Android ตัวอื่นที่เป็น Micro
รวมไปถึงต่อ Adapter ไปเป็นรูหูฟังได้ด้วย

Mi6-vs-mi5-3

สาย USB และ Adapter

ซ้าย Mi5 มาเป็นสีดำ ใช้มา 1ปี เสียไปเรียบร้อย
ขวา Mi6 มาเป็นสีขาว คล้ายสาย iPhone มาก เลียนแบบไม่ว่า อย่าพังง่ายเหมือนกันก็แล้วกัน

Mi6-vs-mi5-5

ลองวางซ้อนกันดูบังกันมิดเลย เพราะขนาดใกล้เคียงกันมาก

Mi6-vs-mi5-6

จากรูปนี้จะสังเกตได้ว่า Mi6 จะมีขนาดกว้างกว่าเล็กน้อย
แต่ไม่ใช่ปัญหา สัมผัสเวลาถือ จะรู้สึกว่า Mi6 บางกว่ามากๆ

Mi6-vs-mi5-12

กล้องหน้า

ของ Mi5 นั้นอยู่ทางขวา กล้องหน้าความละเอียด 4MP f/2.0
แต่ Mi6 นั้นย้ายไปทางซ้ายแทน และไกลจากกึ่่งกลางเครื่องมากกว่าเดิม กล้องหน้าความละเอียด 8 MP

Mi6-vs-mi5-8

กล้องหลัง

Mi5 จะเป็น กล้องกันสั่น 4 แกน พร้อม Flash 2 สี
กล้องหลัก ความละเอียด 16 MP f/2.0 กันสั่น 4 แกน
ใช้ระบบ Focus แบบ Phase Detection autofocus (ของ Sony ใช่ไหมเนี่ย)

Mi6 มา 2 กล้อง กล้องนึงกันสั่น 4 แกน พร้อม Flash 2 สีเช่นกัน
ซึ่งก็จะสามารถถ่ายเบลอฉากหลังได้
แต่สิ่งที่หลายๆคนไม่ทราบก็คือ กล้องหลังของ Mi6 มีความละเอียดลดลง!!!
แต่ รูรับแสงกว้างมากขึ้น และมี 2 กล้อง

โดยกล้องหลัก ความละเอียด 12 MP 27mm f/1.8 กันสั่น 4 แกน
กล้องรอง 52mm f/2.6
ใช้ระบบ Focus แบบ Phase Detection autofocus เหมือนกัน

ทั้ง 2 รุ่น ถ่าย VDO ได้ Frame Rate และความละเอียดเท่ากัน
– 2160p ได้ที่ 30fps
– 1080p ได้ที่ 30fps
– 720p ได้ที่ 120fps

Spec มีเพิ่ม ก็มีลดด้วยนะ ลดกันแบบลับๆ ถ้าไม่รู้ไม่เป็นไร

ผมไว้ใจกล้องของ Mi5 มาก ใช้งานดี ถูกใจ แต่ก็เพิ่งมารู้ตอนได้รับ Mi6 มาเนี่ยแหละว่า ความละเอียดลดลง
รู้สึกอย่างไร?
ต้องบอกก่อนว่าตอนใช้ Mi5 ถ่ายรูปออกมา ไฟล์มีขนาดใหญ่มาก สำหรับมือถือ เพราะเป็นว่า Pixelมันเยอะ
ไฟล์นึงก็ราวๆ 5MB เลยหล่ะ

mi5-mi6-compare-rear-camera

พูดลอยๆเดี๋ยวจะไม่เชื่อ ลองถ่ายรูปแล้ว Capture info ของรูปที่ถ่ายมาจากเครื่องทั้ง 2 รุ่นมาให้ดู
ซ้าย Mi5 ขวาเป็น Mi6
โอ้ว Pixel ไม่เท่ากัน…..
สังเกตนะว่า Mi5 นี่รูปละ 5MB กว่าๆ นี่หล่ะทำเอาเครื่องผมเต็มอยู่บ่อยๆ
ส่วน Mi6 เหลือ 4MB กว่าๆ

สรุปว่า ถึงลดลงไฟล์ก็ยังใหญ่อยู๋ดี สำหรับผมก็รู้สึกแปลกๆ เราเปลี่ยนรุ่นใหม่ ได้กล้องความละเอียดลดลง 555
แต่เอาน่า รูปรับแสง ที่กว้างขึ้นก็ทดแทนกันไป แถม มี 2 กล้องอีกด้วย

ส่วนการทดลองถ่ายภาพนั้นก็พบว่าไม่ค่อยแตกต่างกันเท่าไหร่ ความคมชัดยังเหมือนเดิม แยกไม่ออก

Mi6-vs-mi5-9

ฝาหลัง

จะเห็นว่า ของ Mi6 จะมีเพิ่มรายละเอียด ให้มันละม้ายคล้าย Apple มากยึ่งขึ้น

Mi6-vs-mi5-10

ถาด sim card

ทั้ง Mi5 และ Mi6 ใส่ได้ 2 ซิมทั้งคู่
โทรออก-รับสายได้ทั้ง 2 เบอร์
สามารถสลับ ได้ว่าจะให้ใช้ internet จาก sim ไหน

แต่ใส่ SD Card เพิ่มไม่ได้เหมือนรุ่นเล็ก ตรงนี้ก็ยังไม่ปรับปรุง

Mi6-vs-mi5-11

การจัดวางปุ่มด้านข้างเครื่อง

ปุ่ม Volumn และ Power ตำแหน่งใกล้เคียงกันมาก การใช้งานไม่รู้ว่ามีการขยับตำแหน่ง

Mi6-vs-mi5-15

จอภาพ

Mi6 นั้นจอจะชิดขอบกระจกหน้าเลย
Mi5 จะสังเกตเห็นว่า รอบจอจะมีขอบดำเว้นเอาไว้
และการวางจอของ Mi5 จะสูงกว่า Mi6 เล็กน้อย
ตรงนี้ผมมอกว่าการวางตำแหน่งจอของ Mi6 มันกลางกว่า Mi5 นะ

สีของจอ

รุ่น Mi5 เค้าเคลมว่าสีจอจำดำเกือบสนิท ทำให้รุ่นสีดำขายดีมากๆจนมีการปั่นราคาเฉพาะสีดำ
ดำแบบไหน ดูที่ขอบดำๆรอบจอ Mi5 นะครับ คือถ้ามีการแสดงผลสีดำ มันจะดำเกือบเท่าขอบจออ่ะครับ
แต่ว่า ของ Mi6 ไม่มีขอบ แต่จอกลับไม่ดำสนิท จะเห็นแสงไฟในส่วนที่แสดงสีดำเหมือนจอทั่วไป
อันนี้ต้องบอกว่ามันโดนลด Spec ลงในรุ่นใหม่นะครับเนี่ย

กระจกหน้าจอ

ของ Mi5 จะเรียบส่วนกระจกหน้าจอของ Mi6 ขอบจะโค้งมน เหมือนกับ iPhone อาจจะทำให้ติดฟิลม์ทั่วไปได้ไม่สนิท

ปุ่ม Home+Fingerprint Sensor

ของ Mi6 จะขนาดเล็กเหมือนกับ ช่วงที่มีการออก Fingerprintช่วงแรกๆ เครื่องที่ออกมาวางขายช่วงนั้นเหมือนจะใช้ Sensor ขนาดนี้กันหมด
ส่วน Mi6 ปุ่ม Home ที่เป็นปุ่มจริงๆหายไปแล้ว กลายเป็นปุ่มทัชแบบใต้กระจก กระจกจะบุ๋มลึกลงไปเป็นรูปปุ่ม และขนาดใหญ่พอๆกับ พวก Oppo ซึ่งจะจับลายนิ้วมือได้ดีกว่ารุ่นเก่ามาก
จริงๆแล้วผมชอบปุ่มที่มันเป็นปุ่มจริงๆมากกว่า เพราะว่าติดนิสัยว่ามันจะต้องมีปุ่มเอาไว้ใช้งานจริงๆ เวลาทำอะไรกับ OS ของเครื่องแล้วมันมีปัญหาก็ยังมีปุ่มให้กดแก้ไขได้
แต่ก็เดาว่า การที่เค้าเอาปุ่มออกไปเลย การกดเพื่อเข้า mode ต่างๆอาจจะไม่จำเป็นต้องใช้ปุ่มนี้เลย หรือใช้แค่ Volumn กับ Power ก็เพียงพอแล้ว

Mi6-vs-mi5-7

รูหูฟัง 3.5mm

สำหรับ Mi5 นั้นยังมีรูหูฟังอยู่
ส่วน Mi6 เอารูหูฟังออกไป ไม่รู้ว่าลอกเลียนแบบ iPhone 7 มาหรือยังไง
แต่ Mi6 จะแถม สายต่อ USB-C to Audio 3.5mm ซึ่งก็ใช้ทดแทนกันได้
จากที่สำรวจ ราคาของ Adapter ตัวนี้ ก็ไม่แพง เพราะว่า Port USB-C เป็น Port มาตรฐาน
ตรงนี้ยังถือว่าไม่สร้างค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้มากเท่ากับของ iPhone ที่มี Port lighting ซึ่งเป็นมาตรฐานเฉพาะของ Apple

Mi6-vs-mi5-4

Adapter USB-C to Audio 3.5mm

นี่ก็คือ Adapter USB-C to Audio 3.5mm ที่ Xiaomi แถมมาให้ในกล่อง (ใส่มาบนเครื่องเลยไม่ดีกว่าหรอเนี่ย)
สุดท้ายผมก็เลยต้องซื้อสายแบบนี้ ตามจำนวนหูฟังที่ใช้ แล้วก็เสียบติดหูฟังไปเลยจะไม่ได้ต้องพกเจ้าสายนี้ไปด้วย

Mi6-vs-mi5-16

Notification Light

ไฟเตือน หรือ Notification Light
อันนี้ต้องบอกเลยว่าของ Mi5 ดีกว่า Mi6 แบบสุดๆ
Mi5 สามารถตั้งค่าไฟเตือนได้ถึง 7 สีด้วยกัน
Mi6 นั้นโดนตัดออกไป เป็น สีขาวสีเดียวเท่านั้น แถมยังย้ายไปทางขวาสุดอีกด้วย ตำแหน่งใหม่บอกเลยว่าไม่ชิน

ดูแค่โฆษณา งานเปิดตัวไม่พอนะครับเนี่ย เวลาซื้อรุ่นใหม่ เรามักจะคิดว่า รุ่นใหม่มันก็พัฒนาต่อยอดเพิ่มไปเรื่อยๆ หารู้ไม่ว่ามีบางส่วนก็ลด Spec ตัดออกเหมือนกัน

ถูกใจบทความนี้  43