สรุปจุดเด่น 9 ข้อ! ที่ชวนให้เปลี่ยนใจมาใช้ Note 9 พร้อม 3 เหตุผลหลักที่ควรเลือกใช้งานร่วมกับเครือข่าย AIS !!

ตลาดสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปส่งท้ายปลายปี 2018 นั้นขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด และมาถึงโค้งสุดท้ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากค่ายซัมซุงประเดิมเปิดตัวเรือธงซีรีส์ Note ออกมาก่อนใคร พร้อมตามด้วย iPhone XS และ iPhone XS Max จากค่าย Apple และปิดท้ายกันไปสด ๆ ร้อน ๆ จาก Huawei ใน Mate 20 ซีรีส์ ซึ่ง 3 ตัวเลือกที่กล่าวมา ต่างก็มีจุดเด่น จุดขายที่ต้องบอกว่าน่าสนใจไม่แพ้กัน อีกทั้งยังทำให้เกิดความลังเลได้อยู่ไม่น้อยเลยครับ แต่สิ่งที่อาจจะส่งผลในแง่การตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ส่วนหนึ่งคงต้องบอกว่า Note 9 นั้นมี target เฉพาะกลุ่มและมีความโดดเด่นด้วยจุดขายหลักที่ไม่เหมือนใคร นั่นก็คือปากกา S-Pen นั่นเอง แถมรอบนี้ตัวปากกายังมีพัฒนาการที่ล้ำขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งก็น่าจะช่วยให้กลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มลูกค้าใหม่สามารถตัดสินใจในการเลือกสมาร์ทโฟนระดับเรือธงมาใช้งานได้ง่ายขึ้น 

โดยส่วนตัวผมเคยใช้งานซีรีส์ Note มาแล้ว 2 รุ่น คือ Note 2 และ Note 4 จากนั้นก็สลับมาใช้ซีรีส์ S บ้าง ทั้ง S6, S7 Edge และล่าสุดคือ S9+ ส่วนเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจกลับมาใช้งาน ซีรีส์ Note อีกครั้ง แม้หลาย ๆ เสียงจะบอกว่าถ้าไม่นับปากกา S-Pen แล้ว ใช้ S9+ หรือ Note 8 ต่อไปดูจะคุ้มกว่า ซึ่งผมไม่ได้คิดอย่างนั้นหรือเชื่อตามไปด้วย เพราะในความเป็นจริง แม้สเปคทางด้าน Hardware ของ Note 9 จะไม่ได้เด่นล้ำหรือมีความเปลี่ยนแปลงไปจาก S9+ มากนัก แต่ก็ยังมีหลาย ๆ  สิ่งที่ผมรู้สึกและสัมผัสได้ถึงความแตกต่าง และเป็นความโดดเด่นจนผมยอมเปลี่ยนใจจาก S9+ แล้วเลือก Note 9 มาเป็นสมาร์ทโฟนคู่กายส่งท้ายปลายปี 2018 โดยผมขอสรุปเป็นไฮไลท์หลัก 9 หัวข้อดังนี้ครับ

   1. ปากกา S-Pen ที่มาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ เป็นได้มากกว่าการขีด ๆ เขียน ๆ

ปากกา S-Pen ของ Galaxy Note 9 รอบนี้มีพัฒนาการขึ้นไปอีกขั้น โดยมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ด้วยการฝั่งบลูทูธเข้าไป ทำให้ S-Pen บน Galaxy Note 9 มีความสามารถที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ไม่ได้ใช้แค่ขีด ๆ เขียน ๆ เหมือนเมื่อก่อนเพียงอย่างเดียวแล้วนะ แต่เรายังสามารถที่จะใช้งาน S-Pen เป็นชัตเตอร์กล้องได้ด้วย รวมไปถึงควบคุมการเล่นเพลง / YouTube, เลื่อนสไลด์ของพรีเซนเทชั่นเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมาพร้อมสีใหม่ ด้วยโทนเฉดสีเหลืองสว่างสดใส ตัดกับตัวเครื่องสีน้ำเงินได้อย่างลงตัว แถมยังประหยัดพลังงานด้วยการเลือกใช้เทคโนโลยี Bluetooth Low Energy ส่วนการชาร์จพลังงานของ S-Pen ก็ทำได้ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด เพียงแค่เราเสียบปากกากลับเข้าไปในเครื่องตามปรกติ ระบบการชาร์จก็จะทำงานอัตโนมัติ โดยระยะเวลาในการชาร์จก็ถือว่าไวมาก เพียงเราชาร์จ 40 วินาที ก็สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 30 นาทีเลยทีเดียว

นี้คือฟีเจอร์ใหม่ของ S-Pen บน Galaxy Note 9 และต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกของซีรีส์ Note ที่ S-Pen ใช้ฟีเจอร์จากตัวปากกว่าได้อย่างหลากหลาย ส่งผลให้รอบนี้ Galaxy Note 9 มีเสน่ห์ความน่าสนใจที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น

   2. Galaxy Note 9 มีหน้าจอแสดงผลดีที่สุดในโลก ติด Top Ten ของสมาร์ทโฟนในยุคนี้

เมื่อตอนเปิดตัว Note 9 อย่างเป็นทางการ ทาง DisplayMate (ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบจอแสดงผล) ยกให้ Samsung Galaxy Note 9 เป็นมือถือที่มีหน้าจอแสดงผลดีที่สุดในโลก (ณ ขณะนั้น) โดยมาพร้อมหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.4 นิ้ว ความละเอียด QuadHD+ (2960 x 1440 พิกเซล) ในอัตราส่วน 18.5:9 และครอบทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 5 โดยมีสัดส่วนหน้าจอที่ 83.4% ซึ่งถือว่า Galaxy Note 9 มีอัตราส่วนของจอแสดงผลต่อบอดี้ใหญ่ที่สุดเท่าที่ซัมซุงเคยผลิตออกมา

และนอกจากนี้ Galaxy Note 9 ยังได้รับการการันตีจาก YouTube ให้เป็น YouTube Signature Devices สมาร์ทโฟนที่รองรับและมอบประสบการณ์การรับชม YouTube ที่ดีที่สุด โดยมีเกณฑ์การวัดดังนี้ครับ

  • รองรับการดูวิดีโอแบบ HDR ได้ดี
  • รองรับการดูวิดีโอแบบ 360° ได้ดี
  • รองรับการดูวิดีโอความละเอียดสูงสุด 4K
  • มี Frame Rate สูง
  • มีเทคโนโลยีแปลงสัญญาณ (Next Gen Codecs) โหลดได้เร็ว, ใช้ Bandwidth น้อย
  • มีการจัดการสิทธิ Digital (DRM) สำหรับสิทธิ์การดูวิดีโอพรีเมียม เช่น วิดีโอแบบเช่า (YouTube TV)

 

   3. ใช้ PC Mode ได้ง่ายขึ้นด้วย  DeX แบบต่อสายเพียงเส้นเดียว

DeX (Desktop like Experience) จากที่เคยวุ่นวายในเรื่องการเชื่อมต่อและต้องซื้อหาอุปกรณ์เสริมหลายชิ้น จนทำให้งบประมาณต้องบานปลาย ไหนจะ Dock, Keyboard และอื่น ๆ

ในที่สุด Note 9 ก็ทลายข้อจำกัดเดิม ๆ ได้เสียที เพราะใน Note 9 แค่เสียบสายเดียว (HDMI To Type C) ก็สามารถใช้งาน Samsung Dex ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินบายปลายอีกต่อไป โดยที่ตัวจอแสดงผลของ Note 9 ก็รองรับการทำงานเป็นทัชแพด ในขณะเดียวกันก็ยังใช้งานมือถือได้ตามปกติ ต้องชมว่ารอบนี้ทางซัมซุงทำการบ้านมาดีมากครับ

 

4. สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมความจุมหาศาลถึง 1TB

หมดปัญหาหน่วยความจำเต็ม ต้องลบต้องโอนย้ายไฟล์ข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นรูปถ่ายหรือวีดีโอไปเก็บไว้บน Cloud หรือบนพื้นที่ Offline ต่าง ๆ ซึ่งดูจะเป็นเรื่องที่วุ่นวายและเสียเวลาอยู่ไม่น้อย แต่การที่ Note 9 มีความจุภายในตัวเครื่องสูงถึง 512GB พร้อมรองรับหน่วยความจำภายนอก Micro SD Card ได้อีก 512GB จึงช่วยให้การใช้งานมีความยืดหยุ่นที่ดีขึ้นมากแบบสัมผัสได้จริง

 

   5.Water Carbon Cooling System ระบบระบายความร้อนขั้นเทพ

Water Carbon Cooling System คือระบบความเย็นน้ำคาร์บอน เป็นนวัตกรรมใหม่ในด้านการลดความร้อนของค่ายซัมซุง ซึ่งเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยลดความร้อนลงถึง 21% และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการประมวลผลระดับสูง เช่นการเล่นเกมที่มีกราฟิกหนัก ๆ ได้ดีขึ้นเป็นต้น

 

ใครที่ชอบเล่นเกมน่าจะถูกใจ เพราะ Note 9 สามารถเล่นเกมที่ต้องการการประมวลผลหนัก ๆ ได้ดีขึ้น อีกทั้งยังจัดการด้านการระบายความร้อนและยืดอายุการใช้งานแบตเตอรี่ได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งต้องยกความดีให้กับระบบระบายความร้อน Water Carbon Cooling System ที่โดดเด่นไม่แพ้บน PC เลยทีเดียว

   6. มาพร้อมชิปโมเด็มที่รองรับเทคโนโลยี Enhanced 4×4 MIMO, 5CA, LAA, LTE Cat.18

จุดเด่นนอกจากจะรองรับเทคโนโลยี  LTE Cat.18 ที่รองรับความเร็วได้สูงสุด 1.2 Gbps แล้ว ตัว Note 9 เอง ยังสามารถใช้งานเครือข่ายความเร็วสูง Next G  จากค่าย AIS ในแบบ Embedded ที่เข้าถึงได้ง่าย และมีความเสถียรสูง เพราะเป็นการใช้งานในรูปแบบที่ผ่านกระบวนการพัฒนามาตั้งแต่ Firmware โดยตรงนั่นเอง

 

7. ระบบความปลอดภัยไบโอเมตริกซ์ สแกนใบหน้าและม่านตาที่แม่นยำขึ้น

Note 9 มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ให้มาอย่างครบถ้วน ทั้งสแกนลายนิ้วมือ, สแกนม่านตา และจดจำใบหน้า โดยเมื่อเทียบกับ Galaxy S9+ ที่ผมใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ตัว Note 9 มีพัฒนาการด้านการทำงานที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น จากการทดสอบเปรียบเทียบในการใช้งานจริงของทั้ง 2 รุ่น ทั้งในสภาพแสงปรกติและในที่แสงน้อย Note 9 จะทำผลงานได้ดีกว่าแบบสัมผัสได้ถึงความแตกต่างครับ

   8. แบตเตอรี่ความจุสูงขึ้นกว่าเดิม และมาพร้อมระบบการจัดสรรพลังงานที่ทรงประสิทธิภาพ

Note 9 มาพร้อมแบตเตอรี่ความจุ 4000mAh ในแง่ของการจัดสรรพลังงานต้องบอกเลยว่าน่าประทับใจมากครับ ส่วนหนึ่งคือตัว Software ที่ปรับแต่งมาดี บวกกับเทคโนโลยีใหม่อย่าง Water Carbon Cooling System ที่ส่งผลในทางอ้อมได้อีกทางหนึ่ง และเมื่อรวมกับความจุแบตเตอรี่ที่สูงถึง 4000mAh จึงส่งผลให้การใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานได้ครบวันต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังรองรับ Fast Wireless Charger ที่นอกจากจะสะดวกแล้วยังชาร์จได้รวดเร็วอีกด้วย

 

9. กล้องหลังฉลาดและถ่ายภาพสวยขึ้นด้วยระบบ AI

แม้ Hardware กล้องบน Note 9 จะยังไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงไปจาก Galaxy S9+ แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาและเหนือกว่าซีรีย์ S9 ก็คือระบบ AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถจดจำซีนแบบเรียลไทม์ได้มากถึง 20 ซีน พร้อมฟีเจอร์แจ้งเตือนเมื่อภาพที่ถ่ายออกมาไม่สมบูรณ์ เช่น หลับตาโดยไม่ได้ตั้งใจ, เลนส์ไม่สะอาด หรือภาพเบลออยู่เป็นต้น

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก Galaxy Note 9

ทดสอบคุณภาพกล้องหลังของ Note 9 ในโหมด Auto และ Live Mode รวมไปถึงซีน Night mode จาก AI

ด้วยการขับเคลื่อนจาก AI อันชาญฉลาด ทำให้คุณภาพกล้องหลังของ Note 9 ให้ภาพที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับ S9+ ไม่ว่าจะเป็นในสภาพแสงปรกติ หรือในที่แสงน้อย แถมยังสามารถถ่ายเซลฟี่ได้สะดวกง่ายดายขึ้น ด้วยฟังก์ชั่น รีโมตบลูทูธที่มาพร้อมกับ S-Pen เวอร์ชั่นล่าสุดนั่นเอง ส่วน Night mode จาก AI ก็ทำผลงานได้ดีขึ้นมาก แม้ภาพจะไม่สว่างใสเวอร์เหมือนคู่แข่งบางแบรนด์ แต่เรื่องสีสันความสมจริง และโทนของภาพที่ออกมาต้องยอมรับเลยว่า Note 9 ทำผลงานได้น่าประทับใจมาก ๆ เลยครับ

สรุป นี้เป็น 9 หัวข้อหลักที่ทำให้ผมตัดสินใจเปลี่ยนจาก S9+ มาใช้งาน Note 9 แม้ในภาพรวมสเปคทางด้าน Hardware จะไม่ได้มีความแตกต่างกันในแบบ major change และไม่นับรวมเทคโนโลยีจากปากกา S-Pen ที่ถือว่าเป็นคนละ target กับ S9 ซีรีส์อยู่แล้ว แต่ Note 9 ก็มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ใส่เข้ามา และมันดีพอจนอยากจะเปลี่ยนใจมาใช้แทนสมาร์ทโฟนเครื่องเดิมได้เลยอย่างไม่ต้องมีข้อกังขา ตรงนี้การันตีจากการที่ผมได้ลองสัมผัสและใช้งานอย่างจริงจังมาแล้วเป็นเวลาร่วมเดือน สรุปส่งท้าย หลาย ๆ เสียงบอกว่าหากถือ Note 8 หรือ S9+ อยู่ในมือ ถ้าจะเปลี่ยนมา Note 9 ก็ดูจะไม่คุ้มสักเท่าไหร่ แต่เอาเข้าจริงแล้ว Note 9 มีสเนห์ มีของดีอยู่ภายในตัวเอง ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะยังไม่ได้สัมผัสแบบยาวนาน แต่ถ้าถามผม ก็คงตอบได้เลยว่า ไม่ต้องรอ Note 10 หรอกครับ เพราะ Note 9 มันดีพอถ้าเราได้ลองเปิดใจและสัมผัสมันอย่างจริงจังครับ

 

 

3 เหตุผลที่ควรใช้งาน Note 9 ร่วมกับเครือข่ายที่ดีที่สุดของยุคนี้

สมาร์ทโฟนที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพอย่าง Note 9  เมื่อจับคู่กับเครือข่ายที่ดีที่สุดแห่งยุค ก็พร้อมที่จะส่งมอบประสบการณ์ใช้งานอันสุดยอดออกมาได้อย่างสมดุลลงตัว โดยต้องไม่ลืมว่าสมาร์ทโฟนในยุคนี้เป็นมากกว่าอุปกรณ์สื่อสาร  เพราะเราไม่ได้ใช้แค่โทรเข้าออกเหมือนดังเมื่อยุค 10 กว่าปีที่ผ่านมา แต่ในปัจจุบัน สมาร์ทโฟนได้เข้ามาทดแทนอุปกรณ์หลาย ๆ อย่างไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเพลง/วีดีโอ หรือกระทั่ง Notebook (ในการใช้งานบางประเภท ) รวมไปถึงเทรนด์การรับชมคอนเทนต์ความละเอียดสูง ๆ ซึ่งเครือข่ายทีดี นั้นจะช่วยให้การใช้งานสมาร์ทโฟนของเราได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งด้านคุณภาพการโทรและเดต้าอีกด้วย

แล้วเครือข่ายไหน? ที่จะตอบโจทย์และเหมาะสมกับ Note 9 ได้อย่างลงตัวที่สุด เรามาหาคำตอบไปพร้อม ๆ กันครับ

 

 1. เครือข่ายที่เร็วจริง แรงจริง ครอบคลุมทุกพื้นที่ ด้วยคลื่น “Super Block” 1800MHz

หลังจบการประมูลคลื่นความถี่ 1800 MHz รอบล่าสุด ค่าย AIS ได้ตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงของผู้ให้บริการเครือข่ายในบ้านเรา ด้วยการถือครองคลื่นความถี่รวมมากที่สุดในประเทศไทย  ซึ่งคลื่นที่ได้มานั้นจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในด้านใดบ้าง ผมขอสรุปย่อ ๆ ดังนี้ครับ

1. เอไอเอส รั้งตำแหน่งผู้นำที่มีคลื่นความถี่ในการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่สูงที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งสิ้น 120 MHz (60 MHz x 2)

2. เอไอเอส ประกาศเปิดตัวย่านความถี่ 1800MHz ด้วยช่วงคลื่นที่เรียกว่า “Super Block” ทรงประสิทธิภาพสูงสุดในการให้บริการ 4G รายเดียวในไทย

3. ความเร็วการใช้งาน 4G เพิ่มขึ้นทันที 15-30% และ Capacity รองรับได้เพิ่มขึ้นอีก 33%

4. สามารถใช้งานได้ทั่วประเทศทันที โดยไม่ต้องติดตั้งสถานีฐาน

5. รองรับการใช้งานบนมือถือ 4G ได้ทุกรุ่น

6. คลื่น 1800MHz ใช้ให้บริการ IoT ได้ด้วย!

7. คลื่น 1800 MHz มีแนวโน้มได้ไปต่อในยุค 5G

จะเห็นได้ว่าเอไอเอสพร้อมยกระดับการให้บริการแบบเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ และพร้อมต่อการพัฒนาต่อยอดเทคโนโลยีเครือข่ายในอนาคต ซึ่งเป็นหนึ่งในเหุผลหลักที่เราควรใช้งาน Note 9 ร่วมกับเครื่องอันทรงประสิทธิภาพจาก AIS

สำหรับคนที่สนใจ AIS “Super Block” 1800MHz สามารถอ่านบทความเก่าของผมได้ที่นี่ครับ “Super Block” 1800MHz

 

2. AIS NEXT G เครือข่ายความเร็วสูงสุด 1 Gbps หนึ่งเดียวในไทยที่มีให้บริการ ณ ขณะนี้

เชื่อว่าหลายคนน่าจะคุ้นเคยกับชื่อ AIS NEXT G กันมาบ้างแล้ว ส่วนใครยังไม่รู้ ผมอธิบายสั้น ๆ แต่ให้ได้ใจความดังนี้

เครือข่าย AIS NEXT G เป็นเทคโนโลยีควบรวมความเร็วระหว่างเทคโนโลยีมือถือ AIS 4G ADVANCED และ AIS SUPER WiFi เข้าด้วยกัน ทำให้กลายเป็นเครือข่ายใหม่ความเร็วสูงสุด 1 Gbps ครั้งแรก! ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเอไอเอส เป็นผู้ให้บริการรายเดียวในประเทศไทยที่มีให้บริการ ณ ขณะนี้

ฉะนั้นการที่เราเลือกใช้งาน Note 9 ร่วมกับ AIS จะทำให้เราได้สัมผัสกับความเร็ว แรง ที่ผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ไม่สามารถมอบให้ได้นั่นเอง

สำหรับรายละเอียดของ AIS NEXT G สามารถอ่านบทความเก่าของผมได้ที่นี่ครับ AIS NEXT G

 

 

3. โปรโมชั่นสุดร้อนแรง ทั้งแพ็กเกจและสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าเอไอเอส

ขอบอกเลยว่าร้อนแรงตั้งแต่โปรโมชั่น Pre-Booking เมื่อคราวเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไทย (10 – 19 สิงหาคม 2561) มาดูรายละเอียดโปร Note 9 ที่ผ่าน ๆ มากันครับ ว่าทาง AIS นั้นทำโปรโมชั่นได้น่าสนใจจนต้องร้อง Wow หรือไม่!

 

 1. โปรโมชั่น Pre-Booking 10 – 19 สิงหาคม 2561 (สิ้นสุดแล้ว)

รับส่วนลดค่าเครื่องสูงสุด 13,000 บาท ประกันหน้าจอแตกนาน 1 ปี รวมถึงผ่อน 0% นาน 10 เดือน และรับสิทธิชม AIS Play, Premiere Full HD, Viu, HOOQ ไม่คิดค่าเน็ตนาน 3 เดือน พร้อมรับสิทธิพิเศษ AIS Hot Deal ฟรี มูลค่า 10,481 บาท ส่วนลูกค้าย้ายค่ายเบอร์เดิมได้รับส่วนลดเพิ่มอีก 1,000 บาท นอกจากนี้สำหรับใครที่จองผ่าน AIS Online Store 150 คนแรก จะได้รัย S Pen รุ่น Limited Editon สีม่วง (Lavender Purple) เพิ่มอีก 1 อัน

 

 

2. โปรโมชั่นภายในงาน “Thailand Mobile Expo 2018”  27-30 ก.ย. 61 (สิ้นสุดแล้ว)

สำหรับลูกค้าเซเรเนด โกลด์ และแพลทินัม บุคคลธรรมดาระบบรายเดือน ที่มีอายุการใช้งาน 1 ปีขึ้นไป และใช้หรือสมัครแพ็กเกจ 799 บาท ขึ้นไป พร้อมเซ็นสัญญาใช้บริการ 18 เดือน

 

อัพเดตโปรโมชั่นล่าสุด Galaxy Note 9 จากค่าย AIS

คราวนี้มาถึงโปรโมชั่นล่าสุดของ Note 9 จากค่าย AIS ที่กำลังสร้างความฮือฮาอยู่ ณ ขณะนี้

โปรโมชั่น Note 9 ล่าสุด ทางเอไอเอสมอบส่วนลดค่าเครื่องสูงถึง 8,000 บาท พร้อมรับฟรี Smart TV 32 นิ้ว มูลค่า 9,000 บาทอีกด้วย รวมส่วนลดสูงถึง 17,000 บาท โดยในรุ่นความจุ 128GB จ่ายค่าเครื่องเริ่มต้น 25,900 บาท จากราคาเต็ม 33,900  บาท (ผูกแพ็กเกจ) และในรุ่น 512GB จ่ายค่าเครื่องเริ่มต้นที่ 33,900 บาท จากราคาเต็ม  41,900 บาท (ผูกแพ็กเกจ) เรียกว่าคุ้มสุด ๆ กันไปเลย

ทั้งนี้เอไอเอสยังมอบส่วนลดพิเศษ ให้ทั้งลูกค้าใหม่ที่ซื้อเครื่องผูกแพ็กเกจ  รวมไปถึงลูกค้าเก่าในระบบรายเดือน ลูกค้าในระบบเติมเงิน และสิทธิพิเศษสุด exclusive สำหรับลูกค้าเซเรเนด โดยมอบส่วนลดเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 จนไปถึง 8,000 บาทเลยทีเดียว ซึ่งโปรล่าสุดที่เอไอเอสปล่อยออกมารอบนี้มีความยืดหยุ่นที่ดีมาก เช่น ลูกค้าเก่าหากใช้แพ็กเกจหลักที่ไม่สูงมากนัก และยังไม่อยากเปลี่ยนแพ็กเกจใหม่ ก็มีช้อยส์ที่สามารถเลือกรับส่วนลดค่าเครื่องที่ลดหลันกันไป เช่น แพ็กเกจ 599 บาท รับส่วนลดค่าเครื่อง 3,000 บาท หรือ แพ็กเกจ 799 บาท รับส่วนลดค่าเครื่อง 4,000 บาท เป็นต้น แถมยังมี Hot deal ผ่อน0% อีกด้วยนะ สรุปว่าเป็นโปรที่ออกมาได้ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานได้อย่างลงตัวมาก ๆ เลยครับ

สำหรับคนที่สนใจ Galaxy Note 9 จากค่าย AIS สามารถดูรายละเอียดได้ตามนี้

  1. โปรโมชั่น Note 9 (128GB) 

  2. โปรโมชั่น Note 9 (512GB) 

 

 

สรุปส่งท้าย

แม้ในช่วงปลายปีนี้ จะมีสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปออกมาให้เลือกใช้งานกันหลากหลายรุ่น แต่ด้วยจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวปากกา S-Pen ก็คงจะแบ่งกลุ่มลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง ส่วนคนที่เป็นแฟนบอยของค่ายซัมซุงอยู่แล้ว หลังจากได้อ่านไฮไลท์หลัก ๆ จากตัวบทความ ซึ่งผมเชื่อว่าจะส่งผลให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นมาอีกนิด ส่วนเครือข่ายที่แนะนำในวันนี้ ด้วยความที่ผมเป็นลูกค้าเซเรเนดของ AIS อยู่แล้ว และเห็นว่าทั้งโปรและข้อดีจากการใช้งาน Note 9 ร่วมกับเครือข่ายจาก AIS นั้นมีความน่าสนใจ ทั้งในแง่ของส่วนลด และคุณภาพของเครือข่ายรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทาง AIS นั้นมีความโดดเด่นเหนือกว่าผู้ให้บริการรายอื่น ๆ ก็น่าจะช่วยให้การใช้งาน Note 9 ได้เต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ สมกับความเป็นสมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิปได้อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ

ถูกใจบทความนี้  2

ใส่ความเห็น