Review ASUS ZenFone Max Plus จอ Full View 18:9 กล้องคู่มุมมองกว้าง 120 องศา แบตเตอรี่อึดยาวนานด้วยความจุถึง 4130mAh !!

 

 ในช่วงปี 2017 ที่ผ่านมา ค่าย ASUS อาจจะดูแผ่ว ๆ ไปบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถอดใจออกไปจากตลาดสมาร์ทโฟนในบ้านเราแต่อย่างใด เพราะล่าสุดเมื่อช่วงต้นเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ASUS ได้ทำการเปิดตัว Zenfone Max Plus สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ล่าสุดในซีรีย์ Max ที่ไม่ได้มีความโดดเด่นเฉพาะในด้านการจัดสรรพลังงานเพียงอย่างเดียว แต่ Zenfone Max Plus นั้นยังพกความอินเทรนด์ของยุคสมัยมาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นจอแสดงผล Full View อัตราส่วน 18:9 และกล้องหลังคู่มุมมองกว้าง 120 องศา ออกมาสู่ศึกตลาด Mid-range ในบ้านเป็นที่เรียบร้อย พร้อมเคาะราคาออกมาได้เร้าใจเพียง 6,990 บาทเท่านั้น   

สเปคเบื้องต้นของ ASUS Zenfone Max Plus

● หน้าจอ Full Vision Display IPS 5.7 นิ้ว ความละเอียด HD+ (1440 x 720) พิกเซล อัตราส่วน 18:9 กระจกโค้ง 2.5D
● ซีพียู Mediatek MT6750T Octa-core 1.5 GHz Cortex-A53
● จีพียู Mali-T860
● แรม  4GB,
● ความจุ 32GB
● กล้องหลังคู่ Dual: 16 MP (f/2.0, 35mm) + 8 MP (17mm, no AF), phase detection autofocus, LED flash
● กล้องหน้า 8 MP f/2.0,
● แบตเตอรี่ 4130mAh พร้อม fast charging
● ระบบปฏิบัติการ Android 7.0
● ขนาดตัวเครื่อง 152.6 x 73 x 8.8 มม.
● น้ำหนัก 160 กรัม
● สีทอง Sunlight Gold, สีเงิน Azure Silver, สีดำ Deepsea Black

ราคาวางจำหน่าย 6,990 บาท

สเปคโดยละเอียดดูได้ที่นี่  https://goo.gl/3TB4d8

 

Packaging & Accessories

อุปกรณ์ภายในกล่องของ ASUS Zenfone Max Plus จะประกอบไปด้วย

1. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ+ใบรับประกันสินค้า

2. เข็มจิ้มเปิดถาดซิม

3. ชุดหูฟังสมอลทอร์ค + จุกยาง 2 ขนาด

4. เคสซิลิโคนใส

5. อแดปเตอร์ชาร์จให้กำลังไฟ 10 วัตต์ 5V/2A รองรับฟีเจอร์ Fast-Charging

6. สาย Micro USB + OTG (รองรับการชาร์จไฟให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้ด้วย)

 

Design & Hardware

ดีไซน์ของ ASUS Zenfone Max Plus ไม่ได้ฉีกแนวไปจากสมาร์ทโฟนที่มาพร้อมจอแสดงผลอัตราส่วน 18:9 ทั่วไปในท้องตลาด ซึ่งแน่นอนว่าด้านหน้าจะขับเน้นความบางเฉียบของขอบจอเป็นไฮไลท์หลัก ส่วนด้านหลังเมื่อมองผ่าน ๆ ก็ยังคงมีกลิ่นอายของค่าย Apple อยู่บ้าง โดยส่วนตัวผู้เขียนมองว่า Zenfone Max Plus มีคล้ายคลึงกับ OnePlus ค่อนข้างมาก แต่สิ่งที่สร้างความแตกต่างก็คือเส้นเสาอากาศที่ไม่ได้พาดผ่านมุมขอบของตัวเครื่อง อีกทั้ง Zenfone Max Plus มีการเล่นสีทูโทนของขอบตัวเครื่องทั้งด้านบนและล่าง ทำให้ภาพรวมมีความกลมกล่อมและไม่ดูน่าเบื่อจนเกินไปนัก

สำหรับวัสดุและงานประกอบของ ASUS Zenfone Max Plus จะมาพร้อมโครงสร้าง Full metal unibody ที่ผสานด้วยกระจกโค้ง 2.5D และขอบเฟรมรวมไปถึงฝาหลังที่ผลิตขึ้นรูปมาจากโลหะเกรดพรีเมี่ยม ด้านความแข็งแรงและการเก็บงานในภาพรวม ๆ นั้นให้สอบผ่านครับ

 

เทรนด์ของยุคนี้ ต้องยอมรับว่าอัตราส่วน 18:9 กำลังมาแรงมาก เพราะสามารถออกแบบตัวเครื่องให้มีขนาดกะทัดลงแต่ยังได้จอแสดงผลที่ใหญ่เต็มตาเมื่อเทียบกับอัตราส่วน 16:9 ซึ่ง ASUS เองก็ไม่ยอมพลาดรถไฟขบวนนี้เช่นกัน สำหรับจอแสดงผลของ ASUS Zenfone Max Plus นั้นให้ความสว่างสดใสและความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และถึงแม้จะให้ความละเอียดมาที่ HD+ (1440 x 720 พิกเซล) แต่ในการใช้งานจริงก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันแย่แต่อย่างใด เพราะด้วยขนาดหน้าจอ 5.7 นิ้ว ถ้าไม่เพ่งและจับผิดจริง ๆ ก็แทบไม่ต่างจากความละเอียด Full HD สักเท่าไหร่ อีกทั้งการที่ไม่ได้มาพร้อมกับจอแสดงผลความละเอียดสูง ๆ ก็ย่อมจะส่งผลดีในแง่ของการประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่งด้วยนั่นเอง

 

กล้องหน้าของ ASUS Zenfone Max Plus จัดว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ เพราะมาพร้อมกับความโดดเด่นด้วยความละเอียด 16 ล้านพิกเซล รองรับออโต้โฟกัส มีค่ารูรับแสงที่ f/2.0 ขับเคลื่อนด้วยโหมดกล้อง PixelMaster ซึ่งประกอบไปด้วยโหมดบิวตี้, HDR, ภาพ GIF อนิเมชั่น, หรือการถ่ายเซลฟี่มุมกว้างเป็นต้น

สำหรับสามปุ่มนำทางจะเป็นแบบ On screen Button ที่รวมอยู่ในหน้าจอ และสามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ตามความถนัดของผู้ใช้งาน

 

กล้องหลักด้านหลังก็อินเทรนด์ตามยุคสมัยด้วย Dual lens ซึ่งกล้องเลนส์คู่ของ ASUS Zenfone Max Plus จะมีหลักการทำงานคือเลนส์ตัวที่ 1 จะเป็นเลนส์ Normal ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงที่ f/2.0 ส่วนเลนส์ตัวที่สองจะเป็นเลนส์ Wild หรือเลนส์มุมกว้าง 120 องศา ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล ซึ่งจะส่งผลให้ ASUS Zenfone Max Plus สามารถบันทึกภาพมุมกว้างได้กว่า 200% ทำให้เหมาะกับการถ่ายภาพวิวหรือภาพหมู่ของบุคคลได้เป็นอย่างดี

ในแง่ของการออกแบบก็ถือว่าทำออกมาได้อย่างลงตัว โดยชิ้นเลนส์นั้นไม่ยื่นนูนออกมาจากฝาหลังมากนัก ถัดจากกล้องคู่จะมีไฟแฟลชมาให้ใช้งาน 1 ดวง ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือจะอยู่ถัดลงมา การทำงานของตัวเซ็นเซอร์ สามารถปลดล็อคได้ใน 0.3 วินาที, รองรับ 5 ลายนิ้วมือ ด้านความเร็วและความแม่นยำจากการใช้งานจริง อยู่ในเกณฑ์ที่ใช้ได้เลยครับ

 

จากนี้ไปดูการจัดวางเลย์เอาท์ส่วนอื่น ๆ กันต่อเลยครับ

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม. และไมค์บันทึกเสียง รวมไปถึงไมค์ที่ใช้ในการตัดเสียงรบกวนอีกด้วย โดย ASUS Zenfone Max Plus นั้นมาพร้อมไมค์คู่ Dual internal microphones และระบบตัดเสียงรบกวน ASUS Noise Reduction Technology ทำให้ภาคการใช้งานด้านโทรศัพท์มีความคมชัดที่ดีมาก

สำหรับด้านล่างของตัวเครื่อง เมื่อมองผ่าน ๆ จะนึกว่ามาพร้อมกับลำโพงคู่สเตอริโอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฝั่งซ้ายจะเป็นที่อยู่ของไมค์สนทนา ส่วนฝั่งขวาจะเป็นลำโพงหลักของตัวเครื่อง ซึ่งคุณภาพตัวลำโพงนั้นอยู่ในระดับปานกลางครับ คือระดับความดังนั้นใช้ได้แต่ย่านเสียงสูงและเสียงต่ำยังดูธรรมดา ๆ ไปสักนิด

สุดท้ายตรงกลางก็คือพอร์ต Micro USB สำหรับชาร์จไฟและโอนถ่ายข้อมูล อีกทั้ง ASUS Zenfone Max Plus นั้นรองรับฟีเจอร์ OTA ที่สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็น Power Bank เพื่อจ่ายพลังงานไปให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย

 

ปุ่มเพิ่มลดระดับเสียงและปุ่มพาวเวอร์จะอยู่ทางฝั่งขวามือของตัวเครื่อง โดยตัวปุ่มมีการใส่ลวดลาย Texture ลงไปด้วย ทำให้ดีไซน์ดูมีความหรูหราพรีเมี่ยมมากยิ่งขึ้น

 

ฝั่งซ้ายจะเป็นที่อยู่ของช่องใส่ซิมการ์ด + MicroSD Card โดยจะเป็นแบบ Triple Slots ที่รองรับ 2 ซิมการ์ด & การ์ด MicroSD

ช่องซิมการ์ดที่ 1: 2G/3G/4G Nano SIM Card

ช่องซิมการ์ดที่ 2: 2G/3G/4G Nano SIM Card

สล็อตซิมการ์ดทั้งสองช่องรองรับ 3G WCDMA / 4G LTE network band แต่สามารถใช้งาน 4G LTE ได้แค่ซิมดียว

 

Software & Feature

ฝั่งตัวระบบปฏิบัติการ จะมาพร้อมกับ Android 7.0 และครอบทับด้วย ZenUI 4.0 ที่เป็น User Interface เอกสิทธิ์ของทางค่าย ASUS สำหรับคนที่เคยใช้สมาร์ทโฟนค่ายนี้มาก่อนก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่วนผู้ใช้งานหน้าใหม่ก็ไม่ต้องปรับตัวมากนัก เพราะ Launcher ปัจจุบันของ ZenUI นั้นปรับแต่งมาให้มีควงามเรียบง่ายและใช้งานได้ง่ายกว่าเดิม

 

แอพที่บันเดิลมาให้ มีทั้งแอพพื้นฐานของตัวระบบปฏิบัติการ และแอพที่เป็นการพัฒนาโดยตรงของทางค่าย ASUS ซึ่งปัจจะบันมีการตัดทอนออกไปบ้าง แต่ก็สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งในภายหลังได้จากสโตร์ครับ และนอกจากการปรับแต่งหน้าตาให้สวยงามด้วยธีมที่มีให้เลือกใช้งานอย่างหลากหลายแล้ว ASUS Zenfone Max Plus ยังมีโหมดการทำงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้สูงอายุรวมไปถึงเด็กที่ต้องอยู่ในการดูแลของผู้ปกครอง ซึ่งเป็นการใช้งานที่ให้ความยืดหยุ่นที่ดีมากครับ

การตั้งค่าและฟีเจอร์ที่น่าสนใจบน ASUS Zenfone Max Plus

ASUS Zenfone Max Plus มีโหมดถนอมสายตาด้วยตัวกรองแสงสีฟ้าในระดับ Software ส่วนฟีเจอร์ด้านความปลอดภัย นอกจากเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ได้เกริ่นไปในตอนต้นแล้ว ยังมีระบบปลดล็อคด้วยใบหน้ามาให้ใช้งานกันด้วยครับ แต่จากการใช้งานจริง พบว่ายังมีการดีเลย์อยู่บ้าง อธิบายง่าย ๆ คือการทำงานมันไม่เร็วปรู๊ดปร๊าด เมื่อเทียบกับ OnePlus 5T ที่ผู้เขียนใช้งานเป็นเครื่องหลักอยู่ ณ ขณะนี้ ส่วนการปลดล็อคผ่านเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วนั้นทำงานได้รวดเร็วดี ไม่พบเจอปัญหาแต่อย่างใด

 

ASUS customized setting

โหมดปรับแต่งที่รวมฟีเจอร์น่าสนใจหลายอย่างเข้าไว้ด้วยกัน อาทิเช่น Twin Apps โหมดการใช้งาน 2 บัญชีสำหรับโซเชียลมีเดียในเครื่องเดียว, โหมดเร่งประสิทธิภาพในการเล่นเกม, ZenMotion ที่รองรับการ Gesture การวาดบนหน้าจอเพื่อเรียกใช้งานแอพพลิเคชั่น หรือการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ภายในเครื่องเป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีโหมด One Hand Mode หรือโหมดใช้งานมือเดียวที่เรียกใช้งานได้สะดวกรวดเร็วด้วยการแตะ 2 ครั้งติดต่อกันบนปุ่มโฮม, การแตะ 2 ครั้งติดกันบนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือเพื่อเรียกใช้งานกล้องถ่ายรูป รวมไปถึงโหมดแบ่ง 2 หน้าจอได้ง่าย ๆ ด้วย Toggle Multi-Window จากแถบการแจ้งเตือนเป็นต้น

 

ต่อกันด้วยแอพ Selfie Master ที่สามารถเรียกใช้งานจากกล้อง หรือรูปถ่ายและวีดีโอในแกลลอรี่มาสร้างสรรค์ภาพถ่ายเซลฟี่ได้อย่างยืดหยุ่นในภายหลัง อีกทั้งยังรอบรับการ Live หรือสตรีมสดผ่านช่องทางโซเชี่ยลมีเดียยอดนิยมได้อีกด้วย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งแอพสุดเจ๋งบน Zenfone Max Plus เลยนะครับ

 

สุดท้าย จุดขายหลักของ Max series ก็คือเรื่องความจุและความโดดเด่นในด้านการจัดสรรพลังงาน ซึ่ง ASUS Zenfone Max Plus นั้นให้ความจุของแบตเตอรี่มาถึง 4130mAh พร้อมเทคโนโลยี ASUS PowerMaster ที่นอกจากยืดอายุการใช้งานได้อย่างยาวนานมากยิ่งขึ้น ยังมาพร้อมกับเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยถึง 12 เทคโนโลยีเลยทีเดียว จึงมั่นใจได้ทั้งในแง่การใช้งานที่มีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูง

สรุปในแง่การใช้งานจริงไม่อิงตัวเลข ด้วยความที่ให้แบตมาเยอะ และหน้าจอแสดงผลมีความละเอียดที่ไม่สูงมากนัก การใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถผ่าน 1 วันได้แบบสบาย ๆ และเมื่อเปิดใช้งานโหมดประหยัดพลังงาน ก็สามมารถที่จะลากยาวไปได้ถึง 1 วันครึ่งครับ สรุป ASUS Zenfone Max Plus นั้นแบตอึดสมราคาคุย แถมยังแบ่งปันพลังงานให้อุปกรณ์อื่น ๆ ได้อีกด้วย เรียกว่าด้านพลังงานนั้นไม่ทำให้แฟน ๆ Max series ซีรีย์ผิดหวังอย่างแน่นอน

Performance

ผลคะแนนในแง่ตัวเลขไม่ค่อยโดดเด่นมากนัก แต่ก็ยังเกาะกลุ่มของสมาร์ทโฟน Mid-range ในท้องตลาด ตัว ASUS Zenfone Max Plus รองรับมัลติทัชได้ 5 จุดเท่านั้น แต่ยังดีที่ให้เซ็นเซอร์มาค่อนข้างครบถ้วน โดยเฉพาะ Gyroscope ที่บางแบรนด์มักจะตัดออกไปในรุ่นระดับกลาง ๆ สุดท้าย ภาครับสัญญาณ GPS มีความรวดเร็วและแม่นยำอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพึงพอใจครับ

 

 

Multimedia

ด้านการฟังเพลง ค่อนข้างธรรมดา ทั้งในแง่กำลังขับและคุณภาพ แต่ยังดีที่มี Audio Wizad ที่ช่วยปรับแต่งให้คุณภาพเสียงมีคุณภาพที่ดีขึ้นมาอีกนิดครับ

 

การเล่นวีดีโอที่ความละเอียด 4K 60Fps ยังมีอาการหน่วง ๆ อยู่บ้าง แต่ถ้าเป็นความละเอียด Full HD นั้นให้ความสมูทความลื่นไหลที่ดีครับ

 

Camera & Sample

เมนูอินเทอร์เฟซกล้องออกแบบมาให้เข้าถึงการตั้งค่าได้โดยสะดวกครับ ซึ่งไฮไลท์หลักก็จะเป็นการปรับโหมดกล้องในมุมมองปรกติและมุมมองแบบกว้าง ซึ่งเลือกได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านหน้าจอของเมนูหลัก

 

โหมดการถ่ายมีให้ใช้งานทั้งหมด 7 โหมด ส่วนการตั้งค่าทั่ว ๆ ไปก็ถือว่าค่อนข้างมีความยืดหยุ่นที่ดีเลยครับ

 

มีฟิลเตอร์มาให้ใช้งาน 9 รูปแบบ และปรับอัตราส่วนได้ 4 รูปแบบ เมื่อถ่ายออกมาก็จะได้ตามภาพตัวอย่างด้านล่างครับ

 

อัตราส่วน 1:1

 

อัตราส่วน 4:3

 

อัตราส่วน 16:9

 

อัตราส่วน 18:9

 

กล้องหน้ามาพร้อมระบบออโต้โฟกัส และมีโหมดเซลฟี่/บิวตี้ เพื่อตอบโจทย์คนหนุ่มสาวในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการปรับความสว่าง ความใสกระจ่าง ปรับตาโต คางเรียวก็เลือกได้ตามอัธยาศัย ส่วนแฟลชกล้องหน้าจะเป็นแบบ Flash On Screen จากแสงของตัวจอแสดงผลนั่นเองครับ นอกจากนี้กล้องหน้าของ ASUS Zenfone Max Plus ยังรองรับ Portrait โหมด หรือการถ่ายหน้าชัดหลังเบลอได้เหมือนกล้องหลังด้วยเช่นกัน

 

จากนี้มาดูรูปถ่ายจาก ASUS Zenfone Max Plus กันได้เลยครับ

โหมด Auto ในอัตราส่วน 4:3

 

ทดสอบในโหมด Wide Angle หรือมุมมองกว้าง 120 องศา ซึ่งเราสามารถเลือกอัตรส่วนเพื่อเลือกมุมมองความกว้างในรูปแบบที่แตกต่างกันได้ตามความต้องการ ลองดูจากภาพตัวอย่างที่ด้านล่างประกอบได้เลยครับผม

 

อัตรส่วน 16:9

 

 

 

 

สภาพแสง Indoor กันบ้าง

 

คราวนี้เป็นสภาพแสงช่วงเย็นๆ

 

กล้องหน้าโหมด Auto และตามด้วยโหมด Portrait

 

โหมดบิวตี้ ( Auto)

ในภาพรวมกล้องหลังเมื่อใช้งานสภาพแสงเพียงพอนั้นให้คุณภาพที่น่าพอใจครับ แต่จะมีปัญถ้าเจอแสงน้อยทั้งเรื่องการจัดการน้อยส์และความคมชัด สำหรับจุดขายของ ASUS Zenfone Max Plus ก็คือเลนส์ไวด์ที่ให้มุมมองกว้าง จึงเก็บวิวและภาพหมู่ของบุคคลได้ดีมาก ๆ ตรงนี้เป็นจุดแข็งของ ASUS Zenfone Max Plus เลยทีเดียว สรุปสั้น ๆ คุณภาพกล้องหลังอาจจะไม่ได้โดดเด่นเหนือกว่าคู่แข่งในตลาด Mid-range ณ ตอนนี้ แต่ในภาพรวมก็ถือว่าทำผลงานได้สมราคาค่าตัวครับ

ส่วนกล้องหน้า หลังจากอัพเดต Firmware เป็นเวอร์ชั่นล่าสุด ให้คุณภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน แต่ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องโฟกัสในที่แสงน้อยอยู่บ้าง สำหรับโหมด Portrait ยังเก็บขอบได้ไม่เนียนตาสักเท่าไหร่ คงต้องรอการปรับปรุงด้าน Firmware กันต่อไปในอนาคต

 

สรุป ASUS Zenfone Max Plus

ข้อดี

1. วัสดุดี งานประกอบเรียบร้อยแข็งแรง

2. แบตอึดสมราคาคุย

3. กล้องหลังในสภาพแสงเพียงพอให้คุณภาพที่น่าประทับใจ แถมได้มุมมองกว้างถึง 120 องศา

4. ช่องใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Triple Slots

5. สเปค/ฟีเจอร์เมื่อเทียบต่อราคาถือว่าค่อนข้างคุ้ม

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

1. คุณภาพของกล้องหน้า ยังไม่สามารถสู้คู่แข่งที่เป็นเจ้าตลาดเซลฟี่ ณ ตอนนี้ได้

2. Respond การตอบสนองของหน้าจอมีอาการหน่วง ๆ

3. การใช้งานในภาพรวม ไม่สมูทลื่นไหลเท่าที่ควร ยังมีบั๊คในส่วนของ Firmware อยู่บ้าง

 

ก็คงจะฝากไว้แต่เพียงเท่านี้ สำหรับรีวิว ASUS Zenfone Max Plus แล้วพบกันใหม่ในรีวิวทดสอบด้านเอนเตอร์เทนครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ ^^

ถูกใจบทความนี้  2

ใส่ความเห็น