รีวิว Fitbit Charge 3 ฟิตเนสแทรคเกอร์ ดีไซน์สวย ใส่ว่ายน้ำได้ แบตสุดอึด ในราคาไม่เกินเอื้อม

เปิดตัวมาได้สักพักใหญ่ ๆ สำหรับ ฟิตเนสแทรคเกอร์ ซีรีส์ Charge รุ่นใหม่ล่าสุดจากค่าย Fitbit ซึ่งกระแสเปิดตัวของ Fitbit Charge 3 นั้นค่อนข้างแรงมาก ๆ ด้วยดีไซน์ใหม่ มีความพรีเมียมขึ้น ส่วนฟังก์ชั่นนั้นจัดเต็ม เช่นรองรับการใส่ว่ายน้ำ มาพร้อมหน้าจอระบบสัมผัส โหมดออกกำลังตามเป้าที่มีให้เลือกมากกว่า 15 อย่าง ฟีเจอร์อัจฉริยะที่ทำให้ไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และอายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานถึง 7 วัน รวมทั้งระบบเซ็นเซอร์ relative SpO2 Sensor ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ (SpO2) ที่สามารถนำไปใช้ติดตามปัจจัยที่รบกวนการนอน เรียกว่าจัดเต็มกว่าเดิม แต่เปิดตัวด้วยราคาที่จับจองมาเป็นเจ้าของได้ง่าย ๆ  ถือว่าเป็นฟิตเนสแทรคเกอร์ที่มีฟีเจอร์และความคุ้มค่าที่สุดของชั่วโมงนี้เลยครับ

 

 

สำหรับ Fitbit 3 ในรุ่นธรรมดา จะแถมสาย LARGE (สายขนาดยาว) มาให้อีก 1 เส้น ส่วนในรุ่น Special Edition จะมีสายซิลิโคนสีขาวเพิ่มเข้ามาให้อีก 1 ชุด

 

มาพร้อมจุดเด่นแบบจัดเต็ม ซึ่งเหนือกว่าฟิตเนสแทรคเกอร์ทั่วไปในท้องตลาด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของดีไซน์ที่ปรับโฉมใหม่ มีความหรูหราและพรีเมียมมากขึ้น ตัวเรือนผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมใช้เทคโนโลยีอากาศยานให้น้ำหนักเบา จอทัชสกรีนกระจก Gorilla® Glass 3 ทนทานต่อรอยขีดข่วน ดีไซน์บางลงเพื่อการสวมใส่ที่สบาย อัดแน่นด้วยสมาร์ทฟีเจอร์เพื่อสุขภาพและการออกกำลังกายครบครัน รองรับระบบการชำระเงินฟิตบิท เพย์, ตัวเรือนกันน้ำใส่ว่ายน้ำได้  พร้อมอายุการใช้งานแบตเตอรีที่ยาวนานถึง 7 วันต่อการชาร์จเพียง 1 ครั้ง

 

 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องจะประกอบไปด้วย

  1. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ + ใบรับประกันสินค้า
  2. สายซิลิโคนสำรอง ขนาดยาว
  3. ที่ชาร์จ USB แบบ dot หัวเข็ม

หัวชาร์จออกแบบในลักษณะของตัวหนีบ โดยร่องด้านในจะมีความพอดีกับชุดเซ็นเซอร์และพินชาร์จ เมื่อประกบเข้ากับสายรัดข้อมือแล้วจะเข้าล็อคและใช้ตัวหนีบช่วยประคองอีกทางหนึ่ง ช่วยให้การชาร์จเป็นไปในแบบราบลื่น แม้จะชาร์จในขณะเคลื่อนที่ก็ตาม

 

ตัวเรือนมาพร้อมดีไซน์ที่มีการปรับโฉมใหม่ โดยมีขนาดที่บางเบาลงกว่าเดิม ตัวเรือนผลิตจากวัสดุอลูมิเมียม aerospace-grade เทคโนโลยีอากาศยานให้น้ำหนักเบา ส่วนสายยังเป็นสายซิลิโคนเหมือนเช่นเคย แต่รอบนี้มีการปรับเปลี่ยนลายสายเป็นสีเหลี่ยมวางแนวทแยง ซึ่งดูโฉบเฉี่ยวและมีความสปอร์ตขึ้นจาก Charge 2  ในส่วนของ BUCKLE (หัวสายตัวล็อค) ออกแบบโดยเน้นความโค้งมน และมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น ในภาพรวมการสวมใส่สบาย มีความกระชับ และวัสดุที่ใช้ ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง เหมาะกับการสวมใส่ออกกำลังกายและใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังรองรับการเปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ และมีสายให้เลือกใช้งานมากมาย ทั้งสายหนังสุดหรู รวมไปถึงสายผ้าลายถักที่ดูพรีเมี่ยมไม่แพ้สายหนัง

อุปกรณ์เสริมมีราคาระหว่าง 990-1,890 บาท

 

 

รองรับการกันน้ำ Water-resistance ในระดับ 5 ATM กันน้ำลึกถึง 50 เมตร สามารถใส่ได้ขณะอาบน้ำ ตากฝน ว่ายน้ำในสระหรือทะเล สามารถเช็คระยะเวลาแบบเรียลไทม์บนข้อมือได้ด้วยโหมดว่ายน้ำ (Swim Mode) หรือใช้ SmartTrack® ดูรอบและความเร็วหลังจากว่ายน้ำได้ด้วยแอปฯ ฟิตบิท

 

เปลี่ยนสายได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ เพียงกดปุ่มที่อยู่กึ่งกลางของตัวเรือนและสายลงไปตรง ๆ ก็สามารถถอดเปลี่ยนสายได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

 

จอแสดงผลชนิด OLED แบบโมโนโครม หน้าจอคมชัดและใหญ่กว่าเดิมเกือบ 40% สามารถปรับความสว่างอัตโนมัติ มองเห็นได้ชัดเจนในทุกสภาพแสง ตัวจอรองรับทัชสกรีน และวัสดุเป็นกระจก Gorilla® Glass 3 ทนทานต่อรอยขีดข่วน

 

เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ ที่พัฒนาให้มีความแม่นยำขึ้นจาก Charge 2  และเป็นครั้งแรกของซีรีส์ Charge ที่มาพร้อมเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ relative SpO2 Sensor นอกจากนี้ยังมาพร้อมฟีเจอร์ด้านสุขภาพที่จัดเต็มและครบครัน โดยฟิตบิทได้พัฒนาเทคโนโลยีติดตามการเต้นของหัวใจ PurePulse® ที่ทำงานตลอดเวลา 24/7 รวมไปถึงฟีเจอร์ใหม่ Sleep Score Beta ช่วยให้ผู้ใช้งานเข้าใจคุณภาพการนอน และเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ (SpO2) ที่สามารถนำไปใช้ติดตามปัจจัยที่รบกวนการนอน ซึ่งอาจบ่งชี้ปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นต้น

 

Fitbit Charge 3 ตัดปุ่มกดแบบเดิมออกไป แต่ได้พัฒนามาเป็นปุ่มแบบเหนี่ยวนำ (inductive button) ที่ดูกลมกลืนสวยงาม และเรียกใช้งานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

 

รองรับการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์ม iOS และ Android ได้อย่างสมบูรณ์ การทำงานหรือการเซ็ตอัพไม่ได้ยุ่งยากหรือต่างไปจากอุปกรณ์รุ่นอื่น ๆ ของ Fitbit สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งแล้วเซ็ตอัพตามคำแนะนำในแอปพลิเคชั่นได้เลยครับ

 

การเรียกใช้งานผ่านระบบสัมผัสบนหน้าจอ เมื่อเราปัดจากด้านบนของหน้าจอแสดงผลลงมายังด้านล่าง จะเป็นการเข้าสู่หน้าการแจ้งเตือน Notification ซึ่งรองรับการแจ้งเตือนจากระบบ เช่นการโทร ข้อความ อีเมล ปฏิทิน และยังสามารถกำหนดการแจ้งเตือนสำหรับแอปพลิเคชั่นที่รองรับได้อีกด้วย แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย คือยังไม่รองรับภาษาไทยเหมือนเดิมครับ

 

การเรียกใช้งานผ่านระบบสัมผัสบนหน้าจอ เมื่อเราปัดจากด้านล่างของหน้าจอแสดงผลขึ้นมายังด้านบน จะเป็นการเข้าสู่หน้าการแสดงผลข้อมูลต่าง ๆ เช่นระดับแบตเตอรี่ จำนวนก้าวเดิน อัตราการเต้นของหัวใจ การเผาผลานแคลอรี่เป็นต้น

 

การเรียกใช้งานผ่านระบบสัมผัสบนหน้าจอ เมื่อเราปัดจากด้านขวาของหน้าจอแสดงผลไปยังฝั่งซ้าย จะเป็นการเข้าสู่โหมดการออกกำลังกาย โดยเลือกโหมดออกกำลังได้หลายประเภท เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ วิ่ง ยกน้ำหนักและโยคะ และสามารถตั้งเป้าการเผาผลาญแคลอรี ดูสถิติแบบเรียลไทม์ การพัฒนาและฉลองความสำเร็จได้จากตัวอุปกรณ์ เมื่อบรรลุเป้าหมายที่วางไว้

ถัดจากโหมดออกกำลังกายจะเป็นโหมดนาฬิกา ที่ประกอบไปด้วย นาฬิกาจับเวลา นับถอยหลัง และนาฬิปลุก

โหมดสุดท้าย จะแสดงสภาพอากาศและโหมดการตั้งค่า โดยการตั้งค่าในโหมดนี้จะประกอบไปด้วย หน้าจอแสดงผล, การสั่น, เซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ, การแจ้งเตือน และ About

 

สำหรับปุ่ม inductive button ที่อยู่ฝั่งซ้ายของตัวเรือน จะทำหน้าที่เป็นปุ่ม Back หรือปุ่มย้อนกลับ ซึ่งเราสามารถกดค้างไว้ เพื่อเข้าสู่การตั้งค่าแบบด่วน โดยจะเป็นการตั้งค่า Payments หรือระบบการชำระเงินผ่าน NFC , การตั้งค่า เปิด/ปิดหน้าจอแสดงผลอัตโนมัติ, เปิด/ปิดการแจ้งเตือน

 

การซิงค์ Fitbit Charge 3 กับสมาร์ทโฟนเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูลเรียลไทม์ได้แบบละเอียด อีกทั้งยังปรับตั้งค่าต่าง ๆ  ได้ยืดหยุ่นขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถเชื่อมต่อกับ GPS บนสมาร์ทโฟน เพื่อสามารถใช้งานโหมดออกกำลังกาย เช่นข้อมูลจังหวะการก้าว, ระยะทาง, และความเร็วที่มีความแม่นยำมากขึ้น

 

สามารถปรับแต่งหน้า Clock Faces และจัดการการตั้งค่าต่าง ๆ ของตัว Fitbit Charge 3 ผ่านทางสมาร์ทโฟน และที่สำคัญ Fitbit Charge 3 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ใหม่ FITBIT PAY  ที่เราสามารถผูกบัตรเครดิตเข้าตัวนาฬิกาเพื่อใช้งานเป็นกระเป๋าสตางค์ออนไลน์ได้อีกด้วย โดย ณ ขณะนี้บัตรที่รองรับจะประกอบไปด้วย KTC, SCB, และ  K Bank  ซึ่งวิธีการก็ไม่ได้ยุ่งยาก เพียงเข้าไปที่เมนู Wallet แล้วทำตามขั้นตอนที่แอปแนะนำ+

 

 

สรุป Fitbit Charge 3

เป็นฟิตเนสแทรคเกอร์ในตระกูล Charge ที่ก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้น ทั้งในแงดีไซน์ที่ปรับโฉมใหม่ มาพร้อมความหรูหราพรีเมี่ยม ด้วยตัวเรือนผลิตจากวัสดุอะลูมิเนียมใช้เทคโนโลยีอากาศยานให้น้ำหนักเบา ให้ฟิลลิ่งที่ส่วมใส่แล้วให้ความรู้สึกบางเบาสบายขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งยังมาพร้อมฟีเจอร์กันน้ำลึกถึง 50 เมตร สามารถใส่ได้ขณะอาบน้ำ ตากฝน ว่ายน้ำในสระหรือทะเล และสามารถเช็คระยะเวลาแบบเรียลไทม์บนข้อมือได้ด้วยโหมดว่ายน้ำ (Swim Mode) หรือใช้ SmartTrack® ดูรอบและความเร็วหลังจากว่ายน้ำได้ด้วยแอปฯ ฟิตบิท และครั้งแรกของฟิตเนสแทรคเกอร์ในตระกูล Charge ที่มีเซ็นเซอร์ตรวจวัดความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือดสัมพัทธ์ (SpO2) ที่สามารถนำไปใช้ติดตามปัจจัยที่รบกวนการนอน ซึ่งอาจบ่งชี้ปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับเป็นต้น

สิ่งที่ชอบมากคือความอึดของแบตเตอรี่ที่อยู่ได้ถึง 7 วันต่อการชาร์จ 1 ครั้ง ส่วนโหมดการออกกำลังกายจัดเต็มมาก ๆ มีโหมดออกกำลังได้มากกว่า 15 ประเภท เช่น ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ วิ่ง ยกน้ำหนักและโยคะ สามารถตั้งเป้าการเผาผลาญแคลอรี ดูสถิติแบบเรียลไทม์  รวมถึงความฉลาดล้ำจากการพัฒนาตัวแอปฯ ให้สามารถตรวจจับกิจกรรมของผู้ใช้งานได้แบบอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยให้จัดการสุขภาพตนเองได้ดีและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น  สรุป Fitbit Charge 3 เป็นฟิตเนสแทรคเกอร์ที่ครบเครื่อง ในราคาจับต้องได้ มาพร้อมฟีเจอร์ล้ำ ๆ อัดแน่นพร้อมตอบโจทย์กลุ่มผู้รักสุขภาพทั้งหญิงชายได้อย่างลงตัว

 

ฟิตบิท ชาร์จ 3 พร้อมวางจำหน่ายแล้วในราคา 6,490 บาท ที่ร้านค้าชั้นนำทั่วไปเช่น บีทูเอส ร้าน.Life คิงพาวเวอร์ พาวเวอร์บาย วีมาร์ท และลาซาด้า มีจำหน่ายทั้งแบบสีดำพร้อมกรอบอะลูมีเนียมกราไฟต์ หรือสีบลูเกรย์พร้อมกรอบอะลูมิเนียมสีชมพูโรสโกลด์ อุปกรณ์เสริมราคาระหว่าง 990-1,890 บาท และรุ่น Special Edition ในราคา 6,990 บาท

 

ถูกใจบทความนี้  16