รีวิว JBL Flip3 สุดยอดลำโพงไร้สาย ใช้ได้ทุกที่ ทุกสภาพอากาศ

JBL-Flip3-Review-021

วันนี้มารีวิว ลำโพง bluetooth กันครับ เจ้า JBL Flip3 เป็นรุ่นต่อยอดของซีรีส์ Flip ที่เรียกว่าพกพาสะดวก น้ำหนักกำลังดี พร้อมทั้งรุ่นนี้ยังออกแบบมาให้ใช้งานได้ทุกสภาพอากาศ นั่นหมายถึง วันที่ฝนตก ก็ไม่ต้องกลัวเปียกฝน เพราะว่าเค้ากันน้ำครับ ใช้ๆ อยู่ฝนตก ก็ไม่ต้องกังวล และแน่นอนว่าพลังเสียงของ JBL แค่ได้ยินชื่อแบรนด์นี้ ก็ได้รับการยอมรับกันอยู่แล้ว แน่นอนว่าวันนี้มาแนะนำเจ้า JBL Flip3 ให้รู้จักกันมากขึ้นนะครับ  แถมมาพร้อมกับสีให้เลือกมากมาย คัลเลอร์ฟูลมากๆ ใช้งานได้กับ Smartphone ทั้ง Android, iOS และยังสามารถต่อกันได้หลายตัวอีกด้วย แจ่มเลย ราคาค่าตัวอยู่ที่ 4,390 บาท

เรื่องของลำโพง จริงๆ วันนี้มีให้เลือกเพียบ เจ้า JBL Flip3 เป็นอีกรุ่นที่แนะนำให้ไปลองฟังก่อน แล้วจะติดใจ นอกจากเรื่องหน้าตา ดีไซน์ที่ล้ำ แล้วยังมีฟีเจอร์ที่กันน้ำอีกต่างหาก ในการใช้งานจริงๆ ผมเชื่อเลยว่าหลายๆ คนเจอเหตุการณ์ พวกน้ำหกใส่กันบ้างล่ะ หรือไม่ถ้าหน้าฝนล่ะก็ อาจจะฟังอยู่กลางแจ้ง มีปาร์ตี้ ปิ๊คนิคกัน แต่ฝนก็ดันตกลงมา แน่นอนว่าถ้าเป็น JBL Flip3 นี่ไร้กังวล มาลองดูสเปคกันครับ

Bluetooth version: 4.1
Support: A2DP V1.3, AVRCP V1.5,
HFP V1.6, HSP V1.2
Transducer: 2 x 40mm
Output power: 2 x 8W
Frequency response: 85Hz – 20kHz
Signal-to-noise ratio: ≥80dB
Battery type: Lithium-ion polymer
(3.7V, 3000mAh)
Battery charge time: 3.5 hours @ 5V1A
Music playing time: up to 10 hours
(varies by volume level and audio content)
Dimensions (H x W x D): 64 x 169 x 64 (mm)
Weight: 450g
โดยเจ้า JBL Flip 3 ราคาค่าตัวที่ 4,390 บาทนะครับ

 

 

 

JBL Flip3

สำหรับ JBL Flip3  ที่น่าจะเหมาะกับทุกสไตล์ ทุกบุคคลิกการใช้งาน ก็คือเรื่องสีนี่ล่ะ ดูสีที่มีให้เลือกครับ โดยสีที่ได้มารีวิววันนี้เป็นสีเขียวอ่อนนะ อย่างที่บอกว่ามีให้เลือกหลายสไตล์จริงๆ

JBL-Flip3-Review-001

JBL-Flip3-Review-002

JBL-Flip3-Review-003

มาแกะกล่องกันดีกว่า กล่องของ JBL จะมาในโทนสีส้มที่สลับขาว โดยตัวกล่องจะมีบอกฟีเจอร์และรายละเอียดเอาไว้ครบเลย
JBL-Flip3-Review-009

ด้านในจะเห็นเจ้า Flip3 สีสวยเตรียมให้ลองแล้วล่ะ ตื่นเต้นๆJBL-Flip3-Review-010

อุปกรณ์ในกล่องมีเท่าที่เห็นครับ คู่มือ และสาย microUSB

JBL-Flip3-Review-014

ตัวลำโพงน้ำหนักประมาณ 450 กรัม จะว่าไปก็เกือบครึ่งโลเหมือนกันนะ ฮ่ะๆ แต่ดูดีไซน์ครับ JBL ไม่ใช่แค่ซีรีส์ Flip เท่านั้น ดีไซน์ในซีรีส์อื่นๆ ก็คล้ายๆ กัน คือดูปุีป ก็รู้ปั๊ปว่าเป็น JBL แน่นอน

JBL-Flip3-Review-011

ตัวปุ่มควบคุมต่างๆ ด้านซ้ายสุดคือปุ่มเปิดปิดเครื่อง ตรงกลางคือปุ่มสำหรับเชื่อมต่อกับ Flip ตัวอื่นๆ และ LED โชว์สถานะของแบตเตอรี่ ส่วนสุดท้ายที่มีฝาปิด จะเป็นพอร์ท micro USB สำหรับชาร์จ และพอร์ท AUX สำหรับเสียบกับเครื่องเล่นภายนอก จริงๆ JBL Flip3 เป็น wiereless bluetooth speaker   อยู่แล้วนะ เพียงแต่ว่าออกแบบมารองรับการใช้งานแบบมีสายด้วย

JBL-Flip3-Review-013

อีกสิ่งนึงที่ยืนยันว่า JBL Flip3 นั้นออกแบบมาเพื่อพกพา ก็คือมีเชื่อกสำหรับคล้องติดตัวไปด้วย

JBL-Flip3-Review-016

 

ปุ่มกดเพิ่มเติมคือ bluetooth ตรงนี้สามารถกดเพื่อจับคู่ได้เลย ถัดมาก็ลดและเร่งเสียง สุดท้ายก็สำหรับใช้งาน Speaker phone อีกหน้าที่นึงที่ใช้งานเมื่อเชื่อมต่อ Smartphone หากมีสายเข้าก็เอาไว้คุยโทรศัพท์ได้เลย หรือจะใช้ในโอกาสของการประชุมก็ได้

JBL-Flip3-Review-017

JBL-Flip3-Review-018

ลำโพงที่ถูกแบรนด์ JBL ปิดทับอยู่ตรงจุดนี้คือว่า อาจจะเป็นอีกจุดนึงที่กันน้ำไม่ให้เข้าลำโพง และแน่นอนว่าพลังเสียงเค้ามาพร้อมกับ Bass radiator ที่ให้พลังเสียงเบสแบบจัดเต็มมาก อันนี้ต้องลองไปฟังด้วยตัวเอง จะรู้ว่าลำโพงตัวเล็กๆ แต่ทว่าพลังเสียงนี่ไม่เล็กตามตัวเลย

JBL-Flip3-Review-019

การใช้งานระยะเวลาผมได้วันสองวันอยู่นะครับ แต่ถ้าต่อเนื่องตามสเปคคือ ประมาณ 10 ชั่วโมง แต่ผมใช้งานก็จริงๆ ฟังต่อเนื่องไม่ถึงอยู่แล้วล่ะ ดังนั้นเรื่องแบตที่ให้มา 3000 mAh ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด หายห่วง JBL-Flip3-Review-020 ซึ่งจริงๆ แล้ว JBL Flip3 สามารถเชื่อมต่อ Smartphone ได้3 เครื่อง เลยทีเดียว อีกทั้งยังมีความสามารถเชื่อต่อกับลำโพง JBL Flip3 เค้าเรียกฟีเจอร์นี้ว่า JBL Connect นะครับ ทำให้เสียงที่กระหึ่มอยู่แล้ว กระหึ่มขึ้นไปอีก

 

สรุปกันสักหน่อย

จากการใช้งานจริง ผมพกพาไปไหนต่อไหนด้วย ใช้งานง่าย ต่อกับ iPad, iPhone, Android แล้วแต่จะหยิบตัวไหนขึ้นมาเปิดเพลง หรือใช้งานตามช่วงเวลาก็สบายๆ ผมคงไม่พูดถึงพลังเสียงหรือคุณภาพ อันนี้ต้องลองฟังกันเอง ซึ่งแบบว่าสุดบรรยายล่ะ แต่ทว่าเวลาที่ผมใช้งานจริงๆ จังๆ ก็เวลาขับรถอ่ะนะ เพราะว่าเปิดเสียงดังได้ไม่รบกวนใคร กำลังขับ 8W ด้วยลำโพง 2 ตัวก็คูณเข้าไป ฟินเลย ส่วนการใช้งานวันๆ ก็สามสี่ชัวโมง ใช้ประมาณ 2 วันก็ชาร์จสักที ไม่ต้องถามว่าชาร์จกี่ชั่วโมง ตามเสปคคือ 3.5 ชั่วโมงแต่ผมก็ชาร์จทิ้่งไว้ตอนกลางคืนล่ะครับ และที่กันไว้ก่อนก็ดี คือเรื่อง splashproof คือกันน้ำ แต่ไม่ได้เอาไปแช่น้ำนะ คงไม่มีใครทำ แต่กรณีถ้าตกน้ำ ผมว่าอาจจะกันได้ในระดับนึงแต่ถ้าตกจริงๆ ก็แนะนำให้รีบเอาขึ้นล่ะครับ ซึ่งกรณีนี้เค้าออกแบบมาให้ประมาณว่าสภาพอากาศฝนตก หรือน้ำหกใส่ อันนี้ก็หายห่วงได้เลย โดย JBL Flip3 อยู่ที่ประมาณ 4,390 บาท นะครับ

ขอบคุณ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ที่ให้ยืมอุปกรณ์ทดสอบ

==> คอมเม้นท์กันต่อที่เว็บบอร์ดเดิมได้โดยคลิกที่นี่ <==

ถูกใจบทความนี้  11