รีวิว LG Sound Bar รุ่น SJ4 แจ่มหนัก จัดเต็ม ทั้งดูหนังและฟังเพลง !!

 รับชมแกะกล่องและรีวิวทดสอบการใช้งานเบื้องต้นในรูปแบบของคลิปวีดีโอกันไปแล้ว วันนี้มารับชมกันต่อในรูปแบบบทความภาพนิ่งของ LG Sound Bar รุ่น SJ4 กันต่อได้เลยครับ และผมอยากจะกระซิบบอกว่าใครที่ชื่นชอบทั้งการดูหนังและฟังเพลง ไม่ควรพลาดกับ Sound Bar รุ่นนี้ เพราะ SJ4 นั้นนอกจากจะถ่ายทอดอรรถรสในการรับชมภาพยนต์ได้อย่างยอดเยี่ยมแล้ว ยังรองรับ Hi-res Audio อีกด้วย เรียกว่าตอบโจทย์ได้ทั้งคอหนังและคอเพลงเลยครับ 

 

สเปคเบื้องต้นของ LG Sound Bar SJ4

General Dimension : W890 x H55 xD 85 mm.

Sound Sound Power : 300 W

Channel 2.1 Ch

4K Sound : Yes

Adaptive Sound Control : Yes

TV Connection TV Sound Sync : Yes

HDMI : Yes

Optical : Yes

Bluetooth : Yes

USB: Yes ราคา 10,990 บาท

 

 

ตัวกล่องแพ็กเกจค่อนข้างใหญ่ครับ สำหรับด้านข้างจะมีการพิมพ์ฟีเจอร์อันเป็นจุดขายของ LG Sound Bar SJ4 มาให้ดูกันพอสังเขป ส่วนใบรับประกันสินค้าจะแปะอยู่อีกฝั่งของตัวกล่อง

 

 

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาจะประกอบไปด้วย

1.ขาแขวน Sound Bar ด้านหลังตัวทีวี

 

2. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ (ไม่มีภาษาไทย)

 

3. รีโมทคอนโทรล

 

4.อแดปเตอร์ DC input + สายไฟ 2 ชุด (ต่อเข้ากับซาวด์บาร์ และ วูฟเฟอร์ )

 

 

ขนาดของตัวซาวด์บาร์ SJ4 1 จะอยู่ที่ W890 x H55 xD 85 mm. ต้องบอกว่าค่อนข้างยาวครับ และจะดูเหมาะลงตัวกับทีวีที่มีขนาด 43 นิ้วขึ้นไป แต่ทีวีจอเล็กกว่านั้นก็ใช้ได้ครับขึ้นอยู่กับการจัดวางของผู้ใช้งานเสียมากกว่า

 

 

วัสดุหลักจะเป็นโพลีคาร์บอเนตหรือพลาสติกนั่นเอง มีการใส่ลวดลาย Texture ลงไปบนผื้นผิวสัมผัส ทำให้ในภาพรวมตัว LG Sound Bar SJ4 ดูหรูหรามีความพรีเมี่ยมไม่น้อยเลยครับ

 

ลำโพงจะมีทั้งหมด 6 ดอก โดยแบ่งเป็นซ้าย/ขวาข้างละ 3 ดอก แต่น่าเสียดายที่ทาง LG ไม่ได้บอก specification เชิงเทคนิคแบบละเอียดมาให้ เราจึงรู้คร่าว ๆ แค่ว่ามีลำโพงทวีตเตอร์ 1 ดอก และลำโพงเสียงกลางอีก 2 ดอก ในแต่ละฝั่งเท่านั้นเอง

 

ตรงกลางจะเป็น Display ที่แสดงการเชื่อมต่อของตัวซาวด์บาร์ และเป็นที่อยู่ของ IR อินฟราเรดพอร์ต

 

 

สำหรับปุ่มคอนโทรลเบื้องต้นจะอยู่ที่ด้านหลังของตัวซาวด์บาร์ครับ ซึ่งจะประกอบไปด้วย

* ปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง

* ปุ่มฟังก์ชั่นสำหรับเลือกโหมดการเชื่อมต่อ

* ปุ่มพาวเวอร์ เปิด/ปิดเครื่อง

 

มาดูที่ด้านหลังของ LG Sound Bar SJ4 กันต่อครับ ไล่จากซ้ายไปขวา

 

DC input , พอร์ต Optical in และ Portable in (3.5 มม.)

 

HDMI IN, HDMI OUT (ARC), USB 2.0

สำหรับการเชื่อมต่อ HDMI OUT ARC จะทำให้เราสามารถใช้งานรีโมททีวีเป็นตัวควบคุมซาวด์บาร์ได้อีกด้วยครับ และ พอร์ต USB นั้นรองรับการเล่นไฟล์ Hi-res ได้โดยตรง เมื่อเสียบแฟลชไดร์แล้วเปิดเพลงจากปุ่มคอนโทรลบนรีโมทได้เลยครับ

 

 

เกลียวสำหรับยึดขาแขวนกับตัวทีวี

 

 มาดูที่ตัววูฟเฟอร์กันต่อครับ

 

ตัววูฟเฟอร์จะเป็นแบบ Wireless ที่เชื่อมต่อไร้สายจากตัวซาวด์บาร์ ทำให้มีความสะดวกคล่องตัวในการจัดวางที่ดีมาก นอกจากนี้การเชื่อมต่อก็ยังง่ายมาก ๆ เสียบสายไฟแล้วจะมีการคอนเน็คให้โดยอัตโนมัติ

 

ปุ่มการเชื่อมต่อจะอยู่ที่ตรงกลางของตัววูฟเฟอร์ ในกรณีที่ไม่ออโต้คอนเน็คเราสามารถมาทำการเชื่อมต่อผ่านปุ่ม Pairing ได้โดยตรงครับ

 

 

ฟีเจอร์ที่น่าสนใจของ LG Sound Bar SJ4

จากนี้ไปรับชมภาคการทดสอบคุณภาพเสียงผ่านทางคลิปวีดีโอกันได้เลยครับ

 

 

สรุป LG Sound Bar SJ4

 จุดขายของ LG Sound Bar รุ่น SJ4 จริง ๆ มีอยู่ 3 ไฮไลท์หลักด้วยกันครับ

1. คือรองรับการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ไม่ว่าเราจะใช้ทีวีรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่ ก็สามารถใช้งานร่วมกับ LG Sound Bar SJ4 ได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งถ้ามองไปในตลาดของ Sound Bar ก็จะเห็นว่ามีน้อยรุ่นที่จะให้การเชื่อมต่อมาแบบครบครันเหมือนกับ SJ4 ครับ

ส่วนจุดเด่นที่  2. รองรับ 4K Sound หรือจะอธิบายแบบบ้าน ๆ ก็คือมันรองรับ High-Resolution Audio แถมยังรองรับฟอร์แมตยอดนิยมไม่ว่าจะเป็น WAV, FLAC และ ALAC อีกด้วย ตรงนี้ถือว่าเป็นข้อดีครับ เพราะนอกจากการรับชมภาพยนต์ได้อย่างเต็มอรรถรสแล้ว เรายังสามารถดื่มด่ำไปกับคุณภาพของไฟล์เพลงที่เป็น Hi-Res ได้อีกทางหนึ่งด้วย เรียกว่าแจ่มทั้งดูหนังฟังเพลงเลยครับ

3. Sound quality ที่โดดเด่น ทั้งเรื่องมิติ ที่ให้ทั้งความคมชัดและแยกย่านความถี่ได้อย่างกลมกลืนลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเสียงสูง กลาง ต่ำ LG SJ4 สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างยอดเยี่ยม แถมด้วยกำลังขับที่ให้มาถึง 300 Watt รวมไปถึงฟีเจอร์ Adaptive sound control ที่ปรับเสียงให้เหมาะสมกับ source โดยอัติโนมัติ ทำให้ LG SJ4 เป็นซาวด์บาร์ที่โดดเด่น มีจุดขายเฉพาะตัว เหมาะกับการใช้งานไม่ว่าจะเป็นห้องเล็หรือห้องใหญ่ ชอบดูหนังหรือชอบฟังเพลง ตรงนี้ LG SJ4  สามารถตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวและครบครันมาก ๆ ครับ

ส่วนสิ่งที่จะติก็คือ ด้วยความยาวของตัว Sound Bar อาจจะมีปัญหาในการจัดวางบ้าง สำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัด ส่วนสนนราคาค่าตัวที่เคาะออกมา 10,990 บาทก็ดูจะสูงไปนิดในยุคนี้ที่ตลาด Sound Bar กำลังแข่งกันอย่างดุเดือดครับ

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณที่ติดตามรับชมกันนะครับ 

ถูกใจบทความนี้  18

ใส่ความเห็น