รีวิว Nokia 7 Plus Android One ที่ไม่มีวันเจ็บ

มาแล้วจ้า วันนี้ผมขอพาเจ้า Nokia 7 Plus มาแกะกล่อง และรีวิวให้ชมกันหน่อยดีกว่า โดยงานนี้ทาง Nokia ได้เปิดตัว Nokia 7 Plus ที่เป็นข่าวลือมานาน และรูปร่างหน้าตาออกมาเหมือนกับข่าวลือที่จะเป็นเครื่องรุ่นใหญ่ในช่วงปีก่อน แต่พอมาชัดเจนในปีนี้ กลายเป็นรุนที่ปรับขึ้นมาให้มีอะไรมากกว่า Nokia ในปีก่อน นอกจากจะเป็น Android One แล้ว ยังมาพร้อมกับโหมดกล้องที่เริ่มจะเข้าที่เข้าทางมากขึ้น รวมถึงโหมดโปรที่เป็น UI เดิมๆ ของ Nokia ก็กลับมาเช่นเดียวกัน

 

 

 

สเปคของ Nokia 7 Plus

CPU: ตัวประมวลผล Qualcomm® Snapdragon™ 660 Octa-core (4×2.2 GHz Kryo 260 & 4×1.8 GHz Kryo 260)
GPU: Adreno 512
Memory: 4 GB LPDDR4 + 64GB  eMMC 5.1 ใส่ microSD ได้ 256GB
Display : 6 นิ้ว IPS LCD Full HD+ (2160 x 1080, 18:9) , Corning® Gorilla® Glass 3
Size : 158.38 x 75.64 x 9.55 มม. น้ำหนัก: 183 กรัม
Battery: 3800 mAh รองรับ Quick Charge
Rear Camera: 12 MP 1.4um f/1.75 2PD กับเลนส์ออปติก ZEISS, 13 MP 1.0um f/2.6 กับเลนส์ออปติก ZEISS, ไฟแฟลชแบบดูอัลโทน
Front Camera: 16 MP กับเลนส์ออปติก ZEISS
Network: 4G LTE Cat 6, 2CA, 300Mbps DL/50Mbps UL, สองซิม + ช่องเสียบ MicroSD การ์ดเฉพาะ 2G:GSM 2/3/5/8, 3G:WCDMA 1/2/5/84G:TDD-LTE 38/40, 4G:FDD-LTE 1/3/4/5/7/8/20
Connectivity: WiFi 802.11 a/b/g/n/ac, Bluetooth® 5.0, GPS/AGPS+GLONASS+BDS, NFC , USB-C
Sensor:  เซนเซอร์แสงแวดล้อม พร็อกซิมิตี้เซนเซอร์ มาตรความเร่ง เข็มทิศอิเล็กทรอนิกส์ ไจโรสโคป เซนเซอร์ลายนิ้วมือ เซนเซอร์ฮอลล์
Sound: ลำโพงเดี่ยวพร้อมสมาร์ทแอมป์, ไมโครโฟน 3 จุดพร้อม Nokia OZO Audio, คอนเน็คเตอร์ แจ็คหูฟัง 3.5 มม
OS: Android 8.1 Oreo

 

แกะกล่องกันก่อน

ว่าแล้วเรื่องกล่องนี่ผมว่า Nokia ก็ยังคงคอนเซ็ปท์เดิมมาตั้งแต่เปิด Nokia ครั้งใหม่ แต่ดูมีสีสันมากขึ้น


เผื่ออยากเห็นกล่องด้านหลัง ซึ่งบอกสเปคเด็ดๆ เอาไว้ครบครับ


อุปกรณ์ในกล่องมีให้ครบ มีเคสใสติดตัวมาให้ด้วย ที่จะขาดไปก็คือ ฟิล์มกันรอยสำหรับติดหน้าจอนี่ล่ะ ถ้ามีอีกนิดล่ะนะ ครบเครื่องเลย


บอกเลยว่าด้วยขนาดหน้าจอ 6 นิ้ว อัตราส่วน 18:9 ทำให้ตัวเครื่องจับถนัดมือดี ข้อดีของหน้าจออัตราส่วนมาตรฐานใหม่ อันนี้โดนใจจริงๆ และขณะปิดเครื่องตามรูปเลยว่ามี Ambient หรือการแสดงผลขณะปิดหน้าจอด้วยนะ ก็เป็นฟีเจอร์นึงที่ Nokia เริ่มมาก่อนใครเพื่อนในช่วงที่ยังเป็น Windows Phone ในปัจจุบันฟีเจอร์นี้เป็นที่นิยมแพร่หลายในหลายๆ แบรนด์ รวมถึง Nokia เองก็นำกลับมาใช้ด้วยเช่นเดียวกัน


ตัวกระจกหน้าจอ จากการใช้งานมาสักพักนึง พบว่า Gorilla Glass ในครั้งนี้ทำได้ดีมาก คือเกินคาด มีรอยขนแมวก็ยังน้อย ถึงน้อยมากเลยทีเดียว ถึงว่ามั่นใจไม่แถมฟิล์มกันรอยมาให้ นายแน่มากจริงๆ


ถ้าในด้านดีไซน์แล้ว มีน้ำตาลตัดขอบกับสีดำตลอดตัวแบบนี้ก็สวยดีนะ


ส่วนการแสดงผลยังไม่ถึงขนาดเต็มหน้าจอ ด้านล่างยังเหลือขอบอยู่ แต่ก็คงเป็นการออกแบบที่ทิ้งขอบบนและล่างเอาไว้ให้สมมาตรกัน


ส่วนทางด้านหลัง มาพร้อมกับกล้อง ZEISS ที่หลายคนยังชื่นชอบและติดกับชื่อนี้ ที่การันตีได้ว่าแจ่มแน่นอน รวมถึงมาพร้อมกับกล้องคู่อีกด้วย สแกนนิ้วมือก็อยู่ด้านหลังใช้งานได้สะดวก แฟลขก็ขาวซะขนาดนั้น ที่มืดระยะใกล้สบายแน่นอน

เลนส์คู่ถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ของ Nokia ที่งานนี้มีฟีเจอร์โบเก้ติดตัวมาด้วย และด้วยพลังของกล้องคู่ไม่ได้เอาไว้แค่ทำโบเก้เท่านั้น แต่ว่าเอามาใช้ในการซูมได้อีกด้วย


ปุ่มกดที่ผมเสียดายมากอย่างนึงก็คือ ปุ่มชัตเตอร์ หรือปุ่มกดเพื่อถ่ายภาพ ถึงแม้ว่า Android เองจะออกแบบให้ปุ่มลดเสียงเป็นปุ่มชัตเตอร์ได้ก็ตามที แต่ก็ไม่สะดวก ซึ่งในยุคนึง Nokia เคยหยิบเอาปุ่มชัตเตอร์มาอำนวยความสะดวกในการใช้งาน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ไม่มีนั่นล่ะครับ ซึ่ง Nokia 7 Plus รุ่นนี้ผมว่ากล้องนี่ใช้ได้เลยด้วยราคาหมื่นต้น ถ้ามีปุ่มชัตเตอร์ล่ะก็แจ่ม



อีกด้านก็จะมีแค่ถาดใส่ซิมอย่างเดียวซึ่งเป็นแบบไฮบริด เลือกใส่อีกซิมนึงหรือเป็น microSD


ด้านบนยังคงมีรูสำหรับเสียงหูฟัง อันนี้คงไม่ได้คิดจะตัดเหมือนเทรนด์ที่กำลังจะมา แต่สำหรับพอร์ท USB-C คืออันนี้มาพร้อมกับชาร์จแบบเร็ว ลำโพงและไมค์พร้อม เสียงดังฟังชัด มีระบบ OZO อีกต่างหาก เรียกว่าเป็นการบันทึกเสียงแบบรอบทิศทางแบบมือโปรที่หาไม่ได้ง่ายๆ ในโทรศัพท์ทั่วๆ ไป ที่เป็นอีกจุดเด่นนึง แต่ทว่าเอาจริงๆ มีก็ดี ไม่มีก็ได้นะ แต่อย่างว่าครับเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจอย่างนึงล่ะ


เรื่องกล้องถ่ายภาพ อันนี้ที่มี UI ในแบบโหมดโปรติดตัวมาด้วย ก็เพิ่มความสะดวกในการใช้งานได้อีกระดับนึงนะ

มาดูเรื่องซอฟท์แวร์กันมั่ง

ด้วย Nokia ที่การันตีเอาไว้ว่าจะอัปเดทแพทช์ใหม่รวมถึง OS แบบว่าเร็วสุดๆ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาก็ถือว่าทำได้ดีในแง่แพทช์ความปลอดภัย แต่ถ้าเป็น OS ใหม่ล่ะก็ ตามๆ เค้ามาเหมือนกัน ไม่ได้เร็วสุด แต่ก็ยังอยู่ในกลุ่มแถวหน้า แต่ในบางรุ่นก็ต้องดูล่ะนะ ซึ่งที่แน่ใจได้เลยก็คืออย่างน้อยก็ใช้งานกันไปยาวๆ 3 ปี เพราะงานนี้ Nokia 7 Plus มาพร้อมกับ Android One นั่นเอง

ดังนั้น UI จึงไม่ได้มีอะไรหวีือหวามากนัก แต่การทำงานรวดเร็วแน่นอน

อีกเรื่องก็คือแบตเตอรี่ที่จะอึดไปถึงไหน ใช้งานสองวันสบายๆ พื้นที่เก็บข้อมูลก็พอไหวเหลือๆ


การตั้งค่าอื่นๆ ก็เบสิคไม่มีอะไรมาก


แต่ว่าเค้ามีฟีเจอร์นึง คือแบ่งหน้าจอ ที่สามารถกดปุ่ม recent บนหน้าจอค้างไว้ จะเข้าสู่โหมดแบ่งหน้าจอ

มาวัดคะแนนกันนิดนึง อาจจะไม่ได้มีผลต่อการใช้งานโดยตรง แต่มันมีผลทางจิตใจ ฮ่ะๆ ส่วนมัลติทัชยังจัดเต็ม 10 นิ้วนะครับ

เรื่องเล่นเกม อันนี้สบาย Snapdragon 660 ทำได้ดีเลยทีเดียว เล่นเกมอะไรก็สนุกไปหมด ถึงแม้ว่าการตั้งค่าเกมที่แนะนำอย่าง PUBG แนะนำเอาไว้เป็นความละเอียดขนาดกลาง แต่เข้าเกมแล้วปรับความละเอียดระดับสูงก็ยังเล่นได้ลื่นดีนะ

มาดูเรื่องกล้องกันบ้าง


โหมดต่างๆ มีทั้ง ไลฟ์โบเก้ และโหมดโปร ส่วนพาโนราม่านี่เบสิคอยู่แล้ว แต่เอาเข้าจริงๆ เพิ่งจะรู้ว่ากล้องหน้านี่ก็ใส่โหมดโปรมาให้ด้วยรวมถึงโบเก้ก็มีเช่นเดียวกัน แต่ยังสงสัยว่า Nokia ไม่ได้แปลเมนู Bokeh ที่กล้องหน้ามาน่ะสิ ยังมีหลุดอยู่แฮะ และถ้าเราถ่ายภาพปกติ เราจะสามารถถ่ายภาพการซูมแบบออปติคอล 2 เท่าได้ด้วย


ยังไม่หมดแค่นั้นครับ ยังมีโหมดที่ใช้เป็นกล้องคู่ หรือกล้องเดี่ยวก็ได้ โดยจะแบ่งภาพออกมาเป็นทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ที่เค้าเรียกว่า Bothe ที่ใช้โปรโมตมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งบน Nokia 7 Plus ก็จัดเต็มมาให้เช่นกัน


ส่วนของโหมดถ่ายวีดีโอ อันนี้จะ Live สดเลยก็ได้ผาน Social ทั้ง facebook และ Youtube สามารถเลือกระดบบเสียง OZO ได้ และมีฟีเจอร์ในการถ่ายวีดีโอแบบย่นเวลาและสโลโมชั่นได้ด้วย

มาดูตัวอย่างภาพถ่ายกันมั่ง

ภาพแบบซูม 2 เท่ากันก่อนเลยละกัน


เห็นๆ เลยว่ามือไม่นิ่ง ภาพที่ออกมามันก็จะสั่นไหว

มาดูภาพในโหมดโบเก้กันบ้าง

กล้องหน้าก็ยังโบเก้ได้แบบเนียนๆ

มาดูภาพทั่วๆ ไปครับ

โหมดกล้องคู่ ถ่ายออกมาทั้งด้านหน้าและด้านหลัง



าดูภาพจากกล้องด้านหน้ากันบ้าง

ภาพที่ถ่ายกลางคืน

บทสรุป Nokia 7 Plus

Nokia 7 Plus ถือว่าเป็นอีกรุ่นที่ Nokia พัฒนาขึ้นมาไม่น้อยเลยทีเดียว การดีไซน์ของตัวเครื่องยังมาในแบบฉบับของตัวเอง ความสวยงามของตัวเครื่องที่มีสีทองแดงเป็นขอบสลับอยู่ทั่วตัว ผมว่าเป็นสีอีโร่ที่สวยงามโดนใจ หน้าจอ 18:9 ตามสมัยนิยมก็ทำให้การใช้งานกว้างขึ้นตัวเครื่องเล็กลงแม้ว่าขนาดหน้าจอจะอยู่ที่ 6 นิ้ว แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นขนาด 6 นิ้วเลย มาพร้อมราคา 13,900 บาทก็ถือว่าไม่แพงแล้วสำหรับแบรนด์แบบนี้ ด้วย CPU Snapdragon 660 การทำงานทุกอย่างราบรื่น รวมถึงเล่นเกมก็จัดเต็ม แบตก็อึดสุดๆ สองวันสบายๆ ข้อดีจุดใหญ่อีกจุดนึงเลยก็คือ เรื่องของ OS ที่ซื้อครั้งเดียวใช้งานไปยาวๆ 3 ปี อัปเดทใหม่ตลอดรวมถึงแพทช์ความปลอดภัยที่จะอัปเดทเร็วตามคอนเซ็ปท์เค้าล่ะ อันนี้ใช้งานแล้วคุ้มแน่นอน เรื่องสุดท้ายคงไม่พ้นเรื่องกล้อง ที่มาพร้อมกับกล้องคู่ คุณภาพของ ZEISS ก็ยังคงเป็นจุดขายนึงของ Nokia รวมถึงได้ตัว UI เดิมๆ กลับมาอีกด้วย ทำให้ตัวกล้องน่าใช้งานมากขึ้น การถ่ายภาพก็มีลูกเล่นมากมาย เรื่องเสียงยังคงชูจุดเด่นของ OZO ซึ่งเอาจริงๆ มันเป็นเทคนิคที่ดีมาก แต่สำหรับผมเองก็ไม่ได้เน้นใช้งานตรงนี้สักเท่าไหร่ แต่โดยภาพรวมแล้วใช้งานได้ไม่ติดขัด ลื่นและโดนอีกรุ่นนึงเลยครับ

ขอบคุณ Nokia ที่ให้ยืมเครื่องทดสอบ

ถูกใจบทความนี้  30

ใส่ความเห็น