รีวิว OPPO F7 มือถือกล้องหน้า 25ล้านพิกเซลที่เซลฟี่ยังไงก็เริ่ด !

OPPO F7 สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่แห่งปี 2018 ที่มีจุดเด่นคือกล้องหน้า 25ล้านพิกเซลพร้อม AI Beauty 2.0 ช่วยให้เซลฟี่สวยปิ๊งทุกสถานการณ์และยังมีดีไซน์ตัวเครื่องล้ำทันสมัยด้วยหน้าจอมีรอยบากอัตราส่วน 19:9 บนหน้าจอขนาดใหญ่ 6.23 นิ้ว แต่ตัวเครื่องนั้นมีขนาดไม่ใหญ่ซึ่งสามารถจับถือใช้งานมือเดียวได้สบาย และประสิทธิภาพตัวเครื่องก็ดีด้วยขุมพลังแห่ง MediaTek Helio P60 ซึ่งรวมๆ แล้วเรียกว่าครบเครื่องเลยล่ะสำหรับสมาร์ทโฟนรุ่นนี้ซึ่งด้วยราคาหมื่นนิดๆ แล้วนับว่าเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีที่สุดในตอนนี้เลย

OPPO F7 Specs:

  • หน้าจอ IPS ขนาด 6.23 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2280 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19:9
  • Chipset: MediaTek Helio P60 Octa-core 2.0GHz
  • GPU: Mali-G72MP3 GPU
  • RAM 4GB
  • ROM 64GB
  • รองรับ microSD สูงสุด 256GB
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,400mAh
  • กล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8
  • รองรับเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ
  • รองรับสแกนใบหน้า
  • รองรับ 2 ซิม
  • ขนาดตัวเครื่อง 156 x 75.3 x 7.8 มม.
  • น้ำหนัก 158 กรัม
  • วางจำหน่าย 3 สี Solar Red, Moonlight Silver, Diamond Black
  • ราคา 10,990 บาท

แกะกล่อง

กล่องของ OPPO F7 ที่ทางแบรนด์ได้ส่งให้รีวิวนี้แอบทำผมเข้าใจผิดเล็กน้อยเนื่องจากด้านหน้ากล่องนั้นได้แสดงตัวเครื่องสีแดงออกมาบนกล่องสีขาวล้วน แต่รายละเอียดแท้จริงอยู่ด้านหลังกล่องตรงสติกเกอร์ซึ่งจะบอกสีว่าเครื่องในกล่องนั้นแท้จริงแล้วเป็นสีอะไรซึ่งอาจไม่ตรงปกกล่อง

เปิดกล่องมาจะพบกับตัวเครื่องนอนอยู่ในซองพลาสติกขุ่น ยกขึ้นมาเจอเจอกล่องคู่มือพร้อมเคสยางใส และชั้นสุดท้ายจะเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งหมดมีดังนี้

  • OPPO F7
  • เคสยางใส
  • คู่มือ
  • ใบรับประกัน
  • เข็มจิ้มถาดซิม
  • Adapter จ่ายไฟ 5V 2A
  • สาย Micro USB
  • สมอลทอล์ค

หน้าตาตัวเครื่องมาพร้อมดีไซน์อินเทรนด์ทันสมัย โดยมีรอยบากที่ส่วนบนของหน้าจอขนาด 6.23 นิ้ว ซึ่งในการใช้งานไม่ได้ทำให้จุกจิกกวนใจนักอีกทั้งยังทำให้สัดส่วนหน้าจอต่อพื้นที่ด้านหน้าเครื่องดูเต็มยิ่งกว่าหน้าจอแบบไม่มีติ่งอีกด้วย

ด้านบนตัวเครื่องมีไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวนขณะสนทนา, ปุ่มเพิ่มลดเสียงถูกจัดวางอยู่ทางซ้ายของตัวเครื่องซึ่งปัจจุบันมักไม่ค่อยมีสมาร์ทโฟนที่จัดวางปุ่มด้านซ้ายแล้ว และปุ่มเพาเวอร์จัดอยู่ทางขวาของตัวเครื่องควบคู่กับช่องจิ้มถาดซิมออกมา โดยถาดซิมรุ่นนี้เป็นแบบ 2 Nano Sims + microSD card เลย

ส่วนลำโพงและช่องเสียบหูฟังอยู่ที่ด้านล่างตัวเครื่องขนาบกับไมโครโฟนและช่องเสียบสายชาร์จแบบ micro usb

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ว่าหน้ากล่องอาจไม่ได้บอกสีที่แท้จริงของตัวเครื่องที่อยุ่ในกล่องซึ่งสำหรับเครื่องรีวิวที่ทางแบรนด์ส่งมานั้นเป็นสีเงิน (Silver) ไม่ใช่สีแดงตามปก และในส่วนของฝาหลังมีเพียงกล้องหลังหนึ่งตัวที่มุมซ้ายบนพร้อมไฟแฟลช LED และเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือตรงกลาง

ด้วยดีไซน์หน้าจอแบบมีรอยบากและอัตราส่วนหน้าจอที่ยาวขึ้นจาก 16:9 สู่ 19:9 ทำให้หน้าจอขนาด 6.23 นิ้วซึ่งจริงๆ มันทำให้หน้าจอใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมากแต่ยังใช้งานมือเดียวได้อย่างสบายๆ

Software

OPPO ยังคงใช้งาน Android OS เวอร์ชั่น 8.1 Oreo และยังครอบด้วย ColorOS เวอร์ชั่น 5.1 ซึ่งทำให้ UI แตกต่างไปจากแอนดรอยด์เดิมๆ โดยจะไม่มีการแบ่งหน้าระหว่าง App Drawer และ Home Screen แต่จะเหลือเพียงหน้า Home Screen เท่านั้น ซึ่งจะต้องจัดแจงเรียบเรียงแอปพลิเคชั่นต่างๆ รวมถึงจัดเก็บเข้า Folder ให้ดีไม่งั้นอาจจะหาแอปฯ ยากกันหน่อย แต่ถ้าหาไม่เจอจริงๆ ก็ปาดหน้าจอลงมาแล้วค้นหาเอาก็ได้ ทั้งนี้สำหรับ Home Screen ยังสามารถปรับแต่งจำนวนแอปฯ ที่วางได้ด้วย ซึ่งเดิมทีตั้งมา 4×6

สำหรับหน้าจอ Lock Screen ยังคงมี Lock Screen Magazine ไว้ให้เราได้ชมภาพพื้นหลังสวยๆ หรือเปลี่ยนได้ก่อนจะปลดล็อคหน้าจอด้วย

ส่วน Notification Bar ยังคงให้ทางลัดการปิดเปิดการเชื่อมต่อต่างๆ มามากมาย ซึ่งตรงนี้สามารถปรับแต่งแก้ไขได้ว่าจะให้ทางลัดใดแสดงบ้างและอยู่ในตำแหน่งใด

ระบบความปลอดภัยของตัวเครื่องบน F7 สามารถใช้งานได้ทั้งการสแกนลายนิ้วมือ (Fingerprint Scanner) และปลดล็อคด้วยใบหน้า (Face Unlock) ตามเทรนด์ยุคปัจจุบันทั้งหมดซึ่งผมเองได้ทดสอบใช้งานปลดล็อคด้วยใบหน้านับว่าทำงานได้รวดเร็วดี

ในส่วนของปุ่มในหน้าจอ (Navigation Keys) นั้นสามารถตั้งค่าได้ว่าจะใช้สามปุ่ม (Back Home Recent Apps) โดยสลับฝั่งซ้ายขวาได้หรือจะปิดสามปุ่มดังกล่าวและใช้ Gesture แทนก็ได้เช่นกัน ซึ่งในการใช้ Gesture จะเป็นการปาดจากด้านล่างหน้าจอขึ้นมา เช่น ปาดที่ด้านล่างจอทางซ้ายหรือขวาขึ้นมาเพื่อย้อนกลับ, ตรงกลางเพื่อแทนคำสั่ง Home และลากจากตรงกลางแล้วแช่ไว้เพื่อเข้า Recent Apps ซึ่งถ้าใช้สักพักจะคุ้นชินไปเอง แต่แรกๆ จะงงมากเลยล่ะ

 

Screen off Gestures ยังคงอยู่ครบสำหรับรุ่นนี้ไม่มีการลบทิ้งให้ห่างหายไปอย่างใดเพียงแต่อาจไม่มีการโฆษณาเพราะเป็นของเดิมที่ใช้มาอย่างยาวนานแล้วซึ่งจริงๆ มันก็ดีนะ เพราะขณะปิดหน้าจอก็เข้าแอปฯ ที่ต้องการได้เลยเช่น วงเป็นตัว O เพื่อเข้ากล้องถ่ายรูปเป็นต้น นอกจากนี้ยังมี Smart Call ที่ช่วยให้เราสะดวกสบายขึ้นเวลามีสายเข้าโดยเพียงเอามาแนบหูก็จะเป็นการรับสายหรือเมื่อเอาออกจากหูก็จะวางสายทันที (อันหลังไม่แนะนำ เกิดอยากยกออกมาเปิดลำโพงก็ตัดเลยนะ)

Clone Apps: ฟีเจอร์นี้เหมาะสำหรับคนที่มีหลายบัญชีในหลากหลายแอปพลิเคชั่น อาทิเช่น Facebook, Line, Messenger ซึ่งทำให้สามารถสร้างแอปฯ ตัวเดียวกันเนี่ยอีกตัวขึ้นมาได้เพื่อใช้งานสองบัญชีพร้อมกันในเครื่องเดียว ไม่ต้องพกสมาร์ทโฟนหลายเครื่องอีกต่อไป อย่างไรก็ตามสำหรับ Instagram นั้นสามารถ Login หลายบัญชีได้ผ่านแอปพลิเคชั่นอยู่แล้ว

ทดสอบประสิทธิภาพตัวเครื่องผ่าน Benchmark คือ Antutu ทำไปได้ 139321 คะแนน และ Geekbench Single Core 1529, Multi-Core 5804

กล้องถ่ายรูป

กล้องถ่ายรูปของออปโป้ เอฟเจ็ดนั้นเป็นกล้องตัวเดียวทั้งด้านหลังและด้านนหลัง โดยสเปคกล้องมีดังนี้

  • กล้องหน้าความละเอียด 25 ล้านพิกเซล f/2.0
  • กล้องหลังความละเอียด 16 ล้านพิกเซล f/1.8

ในส่วนของกล้องหลังนั้นโหมดไม่เยอะแต่เรียกว่ามากพอสำหรับการใช้งานเลย ซึ่งรองรับการเปิด HDR แบบอัตโนมัติให้ตัวเครื่องเลือกเอาเองว่าสถานการณ์นี้จำเป็นต้องถ่าย HDR หรือไม่ และยังมีโหมดสีสดที่ไปเร่งสีของภาพให้สดขึ้นแบบไม่ต้องมาแต่งต่อกันเลยทีเดียว, ส่วนโหมด Expert ยังคงมีอยู่ซึ่งสามารถปรับค่าต่างๆ ได้เสมือนกล้องทั้ง White Balance, EV, ISO, Focus, และ Speed shutter (สูงสุด 16 วินาที)

กล้องหน้ารุ่นนี้ต้องบอกว่าสุดจริงๆ เพราะจัดเต็มทั้งความละเอียดและค่ารูรับแสงทำให้สามารถเซลฟี่ได้สวยทุกสถานการณ์พร้อมด้วยพลังของ AI Beauty ที่ตั้งได้ด้วยว่าให้ AI ทำงานอัตโนมัติหรือจะเลือกระดับความสวยเอง 6 ระดับ ซึ่งบอกเลยว่าหน้าโทรมแค่ไหน พอเจอกล้องนี้ไปเด้งทุกคน นอกจากนี้ยังมีสติกเกอร์ไว้ให้สำหรับแอ๊บแบ๊วกันสุดๆ อีกด้วย

สำหรับภาพถ่ายนั้นจะดีจริงแค่ไหน และกล้องหน้าจะเด้งอย่างที่ผมบอกหรือไม่ ก็ลองชมตัวอย่างภาพจากด้านล่างนี้กันเลย

สำหรับแดดดีๆ จัดๆ นี่บอกเลยว่าหมดปัญหา แต่ถ้าใครชอบภาพสีสดๆ อย่างทางขวาก็ต้องเปิด Vivid ก่อนถ่ายด้วยนะครับ ซึ่งสีสดขึ้นมาแบบพร้อมโพสต์ลง Social จริงๆ

ลองถ่ายกะแดดจัดๆ ที่เจอต้นไม้เขียวๆ กันบ้าง ก็ยังนับว่าทำได้ดีและขอบใบไม้ก็ไม่ม่วงเสียด้วย

สำหรับภาพแสงค่อนข้างน้อยและย้อนแสงเล็กๆ ก็ยังสามารถถ่ายภาพออกมาได้ดีซึ่งทุกภาพนี่ผมเปิด HDR Auto ครับ ผลลัพธ์แบบนี้สำหรับผมถือว่าน่าพอใจเลยล่ะ

ส่วนตอนกลางคืนเลยก็ยังถ่ายภาพได้ซึ่งจะเจอ Noise ไปตามสภาพแสงที่น้อยลงเพื่อเร่ง ISO นั่นเอง

สำหรับการถ่ายภาพวัตถุต่างๆ หรืออาหารก็นับว่าทำได้ดี ซึ่งสำหรับการถ่ายภาพแนวนี้ผมเลือกที่จะเปิด Vivid ทั้งหมดเพื่อเร่งสีสันของวัตถุให้สดขึ้นจะได้ดูน่าทานยิ่งขึ้นนั่นเอง มีเพียงแค่ภาพกาแฟภาพแรกเท่านั้นที่ไม่ใช้โหมดเร่งสีของซากุระ

สำหรับกล้องหน้าที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้ว่าถ่ายแล้วสวยเริ่ดด้วย AI Beauty 2.0 เรื่องเซลฟี่ต้องยกให้เค้าเลยก็ตามภาพเลยครับ ภาพนี้แท้จริงแล้วคือเวลาตอนราวๆ ห้าโมงครึ่งซึ่งก่อนหน้านั้นผมผ่านอากาศร้อนๆ และเจอฝนตกระหว่างวันมาเรียบร้อย แต่ภาพที่ถ่ายออกมานั้นหน้าไม่มีความโทรมอยู่เลยแม้แต่น้อย แถมนอกจากปรับหน้าให้เวอร์วังแล้วยังเสมือนมีการยิงไฟเข้าหน้าให้เด้งขึ้นอีกด้วย รวมถึงฉากหลังเองก็แอบปรับจากฟ้าทะมึนๆ ให้ดูสดใสขึ้นมาด้วย นอกจากนี้ยังสามารถใส่ Filter ได้เวลาเซลฟี่อีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีโหมดสติกเกอร์ซึ่งโหมดนี้มันแบ๊วมาก เหมาะสำหรับสาวๆ สุดๆ  โดยมีสติกเกอร์ให้เลือก 15 รูปแบบด้วยกันสามารถใช้งานควบคู่กับ AI Beauty ได้ด้วยทำให้หน้าเราใสบริ๊งพร้อมแบ๊วสุดๆ อีกตะหาก

Multimedia

สำหรับการใช้งานในการดูภาพยนตร์หรือซีรีส์นั้นหมดกังวลเรื่องการแสดงผลของภาพว่าจะไม่เต็มจอบนออปโป้ เอฟเจ็ดไปได้เลยเพราะรุ่นนี้ได้จัดการซอฟต์แวร์มาอย่างดีทำให้สามารถรับชมคอนเท้นท์แบบเต็มหน้าจอได้ ซึ่งจะเหลือดำๆ เล็กน้อยตรงติ่งนั่นแล และสำหรับการเล่นเกมส์ก็เช่นกันซึ่งผมได้ทดสอบกับ Lineage 2 Revolutions พบว่าสามารถเล่นได้อย่างลื่นไหลและสมูทมากเกินกว่าเครื่องอื่นในราคาเดียวกันที่จะทำได้เลยก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่สำหรับ ROV นั้นเล่นได้ลื่นเหมือนกันแต่ทำได้เพียง 30fps เท่านั้น

สรุป: OPPO F7 เป็นอีกหนึ่งสมาร์ทโฟนราคาหมื่นต้นที่มีอาวุธหนักครบเครื่องทั้งประสิทธิภาพตัวเครื่องที่อยู่ในเกณฑ์ดีมากพอสำหรับยุคนี้เพราะทั้งประมวลผลได้รวดเร็ว, เล่นเกมส์ได้ลื่นไหล, หน้าจอสวยคมชัด ชมวิดีโอได้เต็มจอเต็มตาสะใจ และยังมีกล้องหน้าที่สวยเกินใคร เซลฟี่ยังไงก็ปังหรือจะแอ๊บแบ๊วผ่านโหมดสติกเกอร์ก็ยังได้ ส่วนกล้องหลังก็ทำได้ดีใช้งานได้กับทุกสถานการณ์ ซึ่งจากที่ใช้งานมาผมก็ขัดใจแค่เรื่องเดียวเท่านั้นจริงๆ คือกล่องของตัวเครื่องที่ทำออกมาแสดงเครื่องสีแดงด้านหน้าเสียหมดไม่ทำตามสีตัวเครื่องในกล่องจริงๆ ทำให้ต้องมาดูสติกเกอร์หลังกล่องเอาว่าเราได้เครื่องสีอะไรกันแน่

ถูกใจบทความนี้  32

ใส่ความเห็น