รีวิว plantronics Voyager 5200 ที่สุดของการตัดเสียงรบกวน

plantronics-voyager-520-review-000

วันนี้มาจับเจ้า plantronics Voyager 5200 ที่เพิ่งเปิดตัวไปประมาณเดือนนึง จับมารีวิวใช้ชมกัน หลายคนคงจะใช้เจ้า Voyager Legend มาจนเบื่อแล้ว จน Voyager Edge ออกมาก็อาจจะยังไม่โดน วันนี้ Voyager 5200 มาต่อยอดของความสุดยอดการใช้งาน คมชัดทุกการติดต่อสื่อสาร และมีฟีเจอร์เด็ดๆ น่าใช้งานอีกเพียบ แถมยังมีผู้ช่วยที่เป็นเสียงภาษาไทยอีกด้วย เรียกว่าครบเครื่องมากขึ้นเลยล่ะครับ

ขอบคุณ Systems2000 ที่สนับสนุนอุปกรณ์ทดสอบ

……..

ในชีวิตประจำวันการใช้งาน bluetooth ยังคงมีความจำเป็นไม่น้อยนะครับ ยิ่งระหว่างขับรถด้วยแล้ว จะทำให้เราเซฟต่อการตรวจจับอีกด้วย เพราะปัจจุบันก็เริ่มเข้มงวดกันอีกแล้ว ซึ่งเจ้า plantronics Voyager 5200 ก็เป็นรุ่นล่าสุด เปิดตัวที่ราคา 4,590 บาท และมี Case สำหรับชาร์จ พร้อมเก็บสำหรับพกพาได้อีกต่างหาก ราคา 1,590 บาท ทั้งชุดก็ราวๆ 6,000 บาท ก็ต้องบอกว่าราคาแรงใช้ได้ แต่สำหรับคนที่ใช้งาน Voyager series แล้วก็คงจะคุ้นเคยกับราคานี้ดี เจ้า Voyager 5200 มีฟีเจอร์เพียบ ที่สำคัญที่ผมชอบที่สุดก็คงเป็นเรื่องการตัดเสียงรบกวน ปลายทางนี่แทบจะไม่รู้เลยว่าเราอยู่ที่ไหน เพราะว่าเสียงมันเคลียร์มาก มากเสียจนต้องไปหาลองกันเองนะครับ อันนี้ตอบไม่ได้จริงๆ แต่ยืนยันได้ว่าแจ่มสุดๆ

ว่าแล้วก็มาดูสเปคกันนิดนึงก่อนดีกว่า

plantronics voyager 5200 -specification

จากนั้นมาดูแกะกล่องกันและรูปร่างภายนอกกันนิดนึง

plantronics-voyager-520-review-009

ลองแกะกล่องล่ะครับ เจ้า Voyager 5200 พร้อมให้ใช้งานแล้ว อุปกรณ์ในกล่องก็จะมีสาย USB สำหรับชาร์จ และ ส่วนของ eartip สำหรับสำรอง และคู่มือ (เคยเปิดอ่านกันไหม?)

plantronics-voyager-520-review-013

ตัว eartip มีอยุ่สองขนาด เราสามารถเปลี่ยนให้รับกับขนาดของรูหูได้นะครับ อันนี้ก็แล้วแต่เลย

plantronics-voyager-520-review-017

สำหรับเจ้า plantronics Voyager 5200 มีขนาดใหญ่ที่สุด ในบรรดา bluetooth ของ plantronics เค้าล่ะครับ เรียกว่าเป็นรุ่นใหญ่ที่มีประสิทธิภาพและราคาสุดๆ แล้ว

plantronics-voyager-520-review-015

สำหรับเจ้า Voyager 5200 กันเปียกด้วยนะจากเหงื่อ หรือฝนตก อันนี้ไม่ต้องกังวลว่าจะเสียเพราะความชื้นหรือน้ำเข้า แต่อย่าเอาไปจุ่มน้ำล่ะ

plantronics-voyager-520-review-016

ตรงส่วนของด้านข้าง จะเป็นปุ่มปิด และเปิดการใช้งาน มีสัญลักษณ์บอกเอาไว้ชัดเจน และวัสดุเป็นพลาสติกใส มันวาว ดูหรู ส่วนตรงด้านท้ายเราจะเห็นพอร์ทสำหรับชาร์จแบบเดิมๆ ของซีรีส์ Voyager ล่ะครับ แต่ช้าก่อน ไม่เหมือนเดิมซะทีเดียวเพราะว่าเจ้า Voyager 5200 มีพอร์ท micro USB สำหรับชาร์จด้วยนะ เรียกว่าไม่ต้องห่วงว่าจะลืมสายชาร์จแล้วจะหาที่ชาร์จไม่ได้

plantronics-voyager-520-review-027

ตรงท้ายนี่ล่ะครับ มีพรอื? micro USB อยู่  ส่วนตรงด้านท้ายของก้านไมค์ จะมีปุ่มสำหรับ รับสายและแพร์ bluetooth อยู่นะครับ

plantronics-voyager-520-review-020

ส่วนของก้านไมค์ที่โค้งรับกับใบหน้า เข้ามาที่ปากเราตรงจุดนี้เป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้การสื่อสารเคลียร์มากๆ เพราะมีไมค์ทั้งหมด 4 ตัว เพื่อรับเสียงทั้งพูดของเราและเสียงจากภายนอก นำมาประมวลผลให้ได้เสียงที่เราส่งไปยังปลายทางได้ดีที่สุด คือหลักๆ ก็คือตัดเสียงรอบข้างนั่นล่ะครับ ทำให้เสียงเราเคลียร์และคมชัด แต่ไม่เท่านั้นนะครับ ยังมีเทคโนโลยีของ WildSmart  ที่เป็นการออกแบบส่วนประกอบถึง 6 ชั้น อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญอีกอย่างนึง

plantronics-voyager-520-review-022

ส่วนด้านบน จะเป็นปุ่มเร่งและลดเสียง

plantronics-voyager-520-review-030

ตรงส่วนโค้งรับกับใบหู เวลาใช้งานเราต้องเกี่ยวกับใบหูซึ่งออกแบบมาให้กระชับ ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กได้หมดนะครับ ยืดหยุ่นได้สบายๆ แต่ด้วยขนาดของเจ้า Voyager 5200 ก็ต้องบอกว่าใหญ่กว่า bluetooth headset ทั่วๆ ไป

plantronics-voyager-520-review-042

หากสังเกตุดีๆ ครับ ไม่ว่าจะใส่ด้านซ้ายหรือด้านขวาก็ใช้งานได้หมด เพราะเจ้า Voyager 5200 ออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งสองข้างโดยสามารถบิดตรงส่วนของหูฟัง ไปทางด้านซ้ายหรือขวาก็ได้

plantronics-voyager-520-review-048

อีกส่วนนึงที่ขาดไม่ได้ก็คงเป็น NFC สำหรับการแพร์การใช้งานให้เป็นเรื่องง่าย สำหรับ Smartphone ที่มี NFC นะครับอันนี้ ต้องบอกว่สะดวกมาก จะใช้งานก็เอามาทาบกันแป๊ปนึงก็พร้อมใช้งาน ซึ่งตำแหน่งอยู่บนตัว plantronics Voyager 5200 เลยครับ

plantronics-voyager-520-review-045

ซึ่งเราจะเห็นแบรนด์ที่แปะเอาไว้อีกด้านนึงคือ PLT ซึ่งเป็นตัวย่อของ plantronics นั่นล่ะครับ

plantronics-voyager-520-review-062

ซึ่งตัวก้านเอง สามารถหมุนได้ 180 องศาเพื่อรองรับการใช้งานทั้งสองด้าน

plantronics-voyager-520-review-063

ตรงปุ่มสีแดงที่เห็นคือปุ่ม mute สามารถปรับได้ในทันที ไม่ต้องไปกดบน smartphone ซึ่งไม่สะดวกแน่นอน Voyager 5200 ออกแบบมารองรับทุกการใช้งาน นอกจากนี้ยังมี Smart Sensor เวลาเราไม่ได้ใช้งานวางเอาไว้เจ้า Voyager 5200 ก็รับรู้ หากเล่นเพลงอยู่ก็จะหยุด และกรณีมีสายเข้า หากเราหยิบใส่ที่หูเจ้า Voyager 5200 ก็จะรับสายให้เราทันที สะดวกมาก

plantronics-voyager-520-review-066

ยังมีเรื่องของ Voice command ที่สามารถใช้เสียงของเรา สั่งรับสายได้กรณีที่มีสายเข้า แค่พูดว่า “Answer” แค่นั้นเอง อีกส่วนนึงคือ Voice Assistance ที่เป็นเสียงผู้ช่วยแจ้งเตือนเรา ว่ามีแบตเหลือใช้งานได้เท่าไหร่ยังไงเป็นภาษาไทยทั้งหมด อันนี้เป็นอัพเดทล่าสุด ที่ก่อนหน้านี้ถึงมีฟีเจอร์นี้แต่ก็ยังเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด แต่ตอนนี้เป็นเสียงภาษาไทยแล้ว เรียกว่าครบถ้วน แต่ยกเว้นเรื่องรายชื่อของคนที่โทรเข้ามาที่ยังไม่รองรับภาษาไทย

plantronics-voyager-520-review-067

มาดูอีกสิ่งนึงที่ขาดไม่ได้เลยครับ นั่นก็คือ Portable Power หรือ Charger Case ที่มีราคาค่าตัว 1,590 บาท แลกกับความสะดวกในการพกพาและใช้งานมากขึ้น

plantronics-voyager-520-review-071

ในกล่องหลักๆ ก็มีเท่านี้ล่ะครับ ออกแบบมาดูสวยงาม

plantronics-voyager-520-review-078

แน่นอนว่าช่องที่เห็นน่ะ เอาไว้วางเจ้า Voyager 5200 สำหรับชาร์จนั่นล่ะครับ

plantronics-voyager-520-review-079

ปุ่มสำหรับกดเพื่อแสดงสถานะแบต ซึ่งเป็น LED โชว์อยู่ด้านบน

plantronics-voyager-520-review-080

ด้านข้างเป็นพอร์ท micro USB สำหรับชาร์จล่ะครับ

plantronics-voyager-520-review-081

ด้านหลังของ case

plantronics-voyager-520-review-088

พอวางลงไปก็จะเป็นลักษณะนี้ จริงๆ Voyager 5200 ใช้งานได้ถึง 7 ชั่วโมงเลยทีเดียว หากยังไม่พอต้องใช้งานต่อ ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

plantronics-voyager-520-review-099

หรือจะตั้งแบบเปิดฝาเอาไว้ก็ได้ อย่างที่บอกครับว่านอกจากจะเป็น charger แล้ว ยังเป็น carry case สำหรับพกพาเจ้า Voyager 5200 ติดตัวไปด้วย ดังนั้นจึงเปิดฝาได้นั่นเอง

plantronics-voyager-520-review-092

เวลาเก็บก็ตามนี้เลย ซึ่งตอนที่เก็บเอาไว้ด้านใน ก็จะชาร์จไปในตัวเช่นกันครับ

plantronics-voyager-520-review-076

ตรง status บอกแบตเตอรี่ก็มีแจ้งเอาไว้ทั้งสองส่วนแยกกัน ทั้งบน Voyager 5200 และแบตบน case ที่คงเหลือ

plantronics-voyager-520-review-115

ถ้าเต็มก็จะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าแบตจะหมดก็จะเป็นสีแดง

20160602_104229

ลองใส่สักันหน่อย ดูดีมีฐานะ ฮ่ะๆ

ส่วนของ Application ก็มีนะครับ

plantronics-voyager-520-review-software-003-horz

plantronics Hub สำหรับการตั้งค่า สามารถเปิดปิด การตั้งค่าต่างๆ ได้เพียบเลย แอพนี้ไม่ควรพลาด

plantronics-voyager-520-review-software-000-horz

ส่วน Find MyHeadset นี่ ช่วยได้จริงจัง เพราะประสบการณ์ตรง ไม่ใช่รุ่นนี้นะ แต่เป็นรุ่นก่อนหน้า Voyager Edge ซึ่งทำตก ลืมไว้ หาตั้งนานก็ไม่เจอ พอเราลงแอพและซิงค์กับ smartphone เอาไว้แล้วก่อนหน้านี้ ก็สามารถกด BackTrack เพื่อค้นหาตำแหน่งสุดท้ายได้ แล้วค่ยกด Send a Tone เพื่อส่งเสียงอีกที ซึ่งไม่น่าเชื่อว่าที่ทำตกไว้ที่ลานจอดรถร้านอาหารแห่งนึง ก็เจอซะด้วย แต่ทว่าสภาพคืออนาจแล้ว เพราะหล่นตรงลานจอดรถ แต่โดนทับแบนไปแล้ว  ดังนั้นใครใช้ plantronics ห้ามพลาดแอพนี้เด็ดขาด ช่วยได้ยามที่เราหมดหนทางจริงๆ นะ

สรุปกันสักนิด

    สำหรับ plantronics Voyager 5200 คือต้องให้คะแนนเต็มสิบเรื่องการใช้งานนี่กินขาดเลยครับ ไม่ต้องสืบให้เสียเวลา ราคาก็อยู่ในช่วงราคาเดิมๆ ที่ไม่ได้ต่างจากรุ่นก่อนๆ สักเท่าไหร่ คือถ้าเราเทียบกับ bluetooth ทั่วๆ ไปในท้องตลาดก็ต้องบอกเลยว่าแพง แต่ถ้าเป็นแฟน plantronics ล่ะก็ประสิทธิภาพเทียบกับราคาแล้วก็คือว่าคุ้มสุดๆ ยิ่งคนที่เคยใช้งานรุ่นก่อนหน้านี้ด้วย ก็ถึงเวลาเปลี่ยนได้สักทีล่ะครับ หรือใครที่เปลี่ยนไปใช้งานรุ่นอื่นๆ ก็คงคิดถึงอย่างแน่นอน ฟีเจอร์เด่นๆ ก็คงเป็นเรื่องของการตัดเสียงรบกวนที่ต้องบอวก่าแจ่มมากๆ และที่ประทับใจอีกอย่างก็คือมาพร้อมกับ bluetooth 4.1 ที่ให้การเชื่อมต่อที่ไกลมาก เวลาทำงานอยู่ เดินออกไปไกลเกิน 10 เมตรไปคุยงานหรืออื่นๆ ก็ยังรับสายได้สบายๆ แบบว่าประทับใจจริงจัง สิ่งนึงที่ plantronics พัฒนาก็คือเจ้า Voyager 5200 นี้มีผู้ช่วยเป็นคนไทยแล้ว คือบอกเสียงภาษาไทยได้ ก็ใช้งานได้ดี ถึงแม้ว่าจะคุ้นกับภาษาอังกฤษก็ตาม ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี คงมีการพัฒนากันต่อไป แต่ที่ขาดก็คงเป็นการอ่านรายชื่อภาษาไทย กับการตอบรับสายที่ยังคงเป็นภาษาอังกฤษ แบตก็อึด 7 ชั่วโมงยังไงก็ใช้งานข้ามวันได้สบายๆ สามารถแพร์กับ Smartphone ได้ 2 เครื่อง มีปุ่มการใช้งานครบถ้วน กดรับสาย เร่งลดเสียง ปุ่ม mute คือออกแบบมาเพื่อใช้งานทางด้านการสนทนา หรือทางด้านธุรกิจแบบจริงจัง แต่อีกมุมก็คือ สามารถฟังเพลงได้นะ มุมผ่อนคลาย สบายๆ ก็มีบน Voyager 5200 เรียกว่าครบถ้วนล่ะครับ

ใครที่สนใจซื้อใช้งานนะครับ น่าจะเป็นข่าวดี เพราะว่าใครที่ซื้อ plantronics จะได้รับประกันเพิ่มขึ้นอีก 3 เดือน โดยไปลงทะเบียนที่หน้าเว็บเพื่อกรอกข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับรุ่นที่ซื้อไปนะครับ ซึ่งทาง Systems2000 เค้าจัดให้ ไม่ได้จำกัดแค่รุ่นของ Voyager 5200 เท่านั้นนะ ได้ทุกรุ่นเลย ใครที่ใช้งานกันอยู่ก็อย่าพลาดล่ะครับ และหากซื้อในราคาเต็มก็จะได้ประกันเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี อีกด้วยนะ หรือหากใครซื้อราคาส่วนลดที่มีจัดให้ตามห้างร้านต่างๆ ก็ได้ 1 ปี แต่ก็บวกไปอีก 3 เดือน ที่ลงทะเบียนนี่ล่ะ ก็ถือว่าไหวอยู่

ขอบคุณ Systems2000 ที่สนับสนุนอุปกรณ์ทดสอบ

ถูกใจบทความนี้  7