Review: รีวิว OPPO F9 ที่สุดของดีไซน์ด้วยหน้าจอรอยบากทรงหยดน้ำ และฝาหลังสะท้อนแสงพราวแพรวลายกลีบดอกไม้ พร้อมรองรับ VOOC Flash Charge เป็นครั้งแรกของซีรีส์ F !!

เป็นสมาร์ทโฟนที่มาแรงสุด ๆ ด้วยยอดจองที่สูงและเต็มไวมาก ๆ  สำหรับ OPPO F9 สมาร์ทโฟนที่มาพร้อมนิยาม “ครั้งแรก” ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งดีไซน์ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบ Notch หรือรอยบาก Waterdrop Screen รูปหยดน้ำเป็นครั้งแรกของตลาดสมาร์ทโฟน รวมไปถึงการไล่โทนเฉดสีของตัวเครื่องที่รวมไปถึงขอบด้านข้างก็เป็นครั้งแรกในด้านดีไซน์สุดล้ำเหนือคู่แข่งในท้องตลาดเช่นกันครับ อีกทั้งยังเป็นสมาร์ทโฟนซีรีย์ F รุ่นแรกที่มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge ที่ใช้เวลาในการชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นาน 2 ชั่วโมง และท้ายสุดแต่ไม่สุดท้ายของ “ครั้งแรก” ก็คือ เป็นสมาร์ทโฟน F  ซีรีส์ ที่มาพร้อมกล้องหลังคู่ AI 16 + 2 ล้านพิกเซล ที่สามารถถ่ายหน้าชัดหลังเบลอและให้โบเก้ที่สวยงาม เรียกว่าโดดเด่นทั้งเรื่องดีไซน์, สเปคภายใน, คุณภาพกล้องทั้งหน้า/หลัง และที่สำคัญสนนราคาค่าตัวของ OPPO F9 ยังเป็นมิตรกับผู้ใช้งานอีกด้วยครับ

สเปคเบื้องต้นของ OPPO F9

● หน้าจอ LTPS IPS ขนาด 6.3 นิ้ว ความละเอียด FHD+ (2340 x 1080 พิกเซล) อัตราส่วน 19.5:9
● ซีพียู MediaTek Helio P60 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz
● จีพียู Mali-G72 MP3
● แรม 6GB
● ความจุ 64GB
● กล้องหลังคู่ 16 + 2 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/1.8
● กล้องหน้า  25 ล้านพิกเซล ค่ารูรับแสง f/2.0
● แบตเตอรี่ 3500mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge)
● ระบบปฏิบัติการ ColorOS 5.2 บนพื้นฐานของ Android 8.1 (Oreo)
● การเชื่อมต่อ
Frequencies :
GSM: 850/900/1800/1900MHz
WCDMA: 850/900/2100MHz
FDD-LTE: Bands 1/3/5/8
TD-LTE: Bands 38/40/41(2535-2655MHz)

● SIM Card Type:  Nano ซิม 2 ช่อง + MicroSD 1 ช่อง
● GPS A-GPS, GLONASS, BDS
● Bluetooth 4.2, A2DP, LE
● Wi-Fi : 2.4/5GHz 802.11 a/b/g/n/ac
● OTG Supported
● ขนาดตัวเครื่อง 156.7 × 74 × 7.99 มม.
● น้ำหนัก 169 กรัม
● สี Sunrise Red, Twilight Blue, Starry Purple
● ราคาเปิดตัว 10,990 บาท

 

Packaging & Accessories

กล่องแพ็กเกจมาในโทนสีขาว ด้านหน้าโชว์รูปตัวเครื่อง OPPO F9 สีแดงโดดเด่นสะดุดตา พร้อมระบุขนาดของ RAM และความจุภายในตัวเครื่องไว้ที่มุมด้านบนของตัวกล่อง

สำหรับอุปกรณ์ภายในกล่องที่ให้มาจะประกอบไปด้วย

1. คู่มือการใช้งานฉบับย่อ +ใบรับประกันสินค้า

2. เข็มจิ้มเปิดถามซิมการ์ด

3. เคสซิลิโคนแบบใส

4. ชุดหูฟังสมอลทอล์ค

5. สาย Micro USB + อแดปเตอร์ชารจ์ Output 5V-2A / 5V-4A  รองรับเทคโนโลยีชาร์จไว VOOC Flash Charge ที่ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง

Design & Hardware

OPPO F9 มาพร้อมดีไซส์ที่ยกระดับขึ้นไปอีกขั้นด้วยหน้าจอแสดงผลที่มีรอยบากทรงหยดน้ำ (Waterdrop Screen) พร้อมการไล่ระดับโทนสีของฝาหลังอย่างมีศิลปะด้วยลวดลายกลีบดอกไม้ที่มีพื้นผิวงดงามจับตาจับใจ โดยเฉพาะยามตกกระทบแสงไฟ ซึ่งแต่ละโทนสีที่ OPPO ได้รังสรรค์นำมาใช้ใน F9 นั้นได้รับแรงบันดาลใจการไล่เฉดสีจากธรรมชาติ  โดยสีแดงสื่อถึงความสว่างสดใสของดวงอาทิตย์ สำหรับสีน้ำเงินคือสีของท้องฟ้าช่วงพลบค่ำยามพระอาทิตย์ตก สุดท้ายสีม่วงแบบท้องฟ้ายามค่ำคืนที่มีประกายระยิบระยับนั้นกำเนิดเกิดขึ้นด้วยแรงบันดาลใจจากท้องฟ้าตอนกลางคืนที่เต็มด้วยดวงดาวนั่นเอง

 

ฝาหลังที่ใส่ลวดลายกลีบดอกไม้ไว้ในชั้นเลเยอร์ จะแสดงความสวยงามด้วยการเปล่งประกายตามมุมมองที่แตกต่างออกมาเมื่อยามที่สะท้อนแสงแดด หรือแสงไฟนีออน นอกจากนี้ยังมีการไล่เฉดสีของขอบข้างตัวเครื่องอีกด้วย จึงทำให้ OPPO F9 มีความโดดเด่นด้านดีไซน์ที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความที่เป็นสมาร์ทโฟนเครื่องแรกในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการไล่เฉดสีทั้งตัวเครื่อง สามารถมอบความรู้สึกอันน่าประทับใจได้ในทันทีเมื่อแรกสัมผัส

 

มาพร้อมหน้าจอ IPS ที่มีความคมชัด สว่างสดใส ขนาดใหญ่เต็มตา 6.3 นิ้ว ที่ความละเอียด FHD+ 2340 x 1080 พิกเซล ในอัตราส่วน 19.5:9 นอกจากนี้ OPPO F9 ยังได้ออกแบบดีไซน์ในส่วนของ Notch หรือรอยบากในรูปทรงหยดน้ำเป็นเครื่องแรกของตลาดสมาร์ทโฟน จึงส่งผลให้ OPPO F9 มีจอแสดงผลต่ออัตราส่วนของตัวเครื่องสูงถึง 90.8% เลยทีเดียว จึงทำให้ขอบข้างหน้าจอทั้งซ้ายและขวาบางจนเหลือแค่ 1.7 มม. ส่งผลให้สามารถรับชมคอนเทนต์อย่าง Youtube หรือ Netflix ได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

ลำโพงสนทนาจะอยู่ที่ด้านบนสุด โดยออกแบบให้กลมกลืนไปกับขอบของตัวเครื่องได้อย่างลงตัว สำหรับกล้องหน้าและเซ็นเซอร์จัดวางเลย์เอาท์ไว้ภายในรอยบาก ทำให้ได้พื้นที่แสดงผลที่ใหญ่เต็มตา ตอบทุกโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัว และอีกสิ่งที่น่าประจับก็คือ OPPO F9 นั้นติดฟิลม์กันรอยมาให้ตั้งแต่โรงงาน ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องเป็นกังวลว่าจะหาฟิลม์ยากเพราะดีไซน์ที่แตกต่างไปจากสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นในท้องตลาด

 

กล้องหลังคู่ คู่ AI 16 + 2 ล้านพิกเซล มาพร้อมไฟแฟลช 1 ดวง โดยจัดวางเลย์เอาท์ให้อยู่ภายใต้กรอบโครเมี่ยมเงางามสะดุดตา ถัดลงมาจะเป็นที่อยู่ของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ที่มาพร้อมความรวดเร็วแม่นยำและมีฟีเจอร์ที่สามารถใช้งานได้มากกว่าการปลดล็อคหน้าจอ อาทิเช่นการล็อคแอป หรือพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ ๆ เป็นต้น

 

ด้านบนของตัวเครื่องจะมีไมค์บันทึกเสียงและเป็นไมค์ที่ใช้ในการตัดเสียงรบกวนอีกทางหนึ่งด้วย

 

ด้านล่างจะมีลำโพงสนทนา, พอร์ต Micro USB, ไมค์สนสนาและช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.  ในด้านของคุณภาพเสียงลำโพงของ OPPO F9 ต้องบอกว่าน่าประทับใจครับ แม้จะเป็นลำโพงแบบโมโนแต่ก็ให้สุ้มเสียงที่ดเกินคาด ทั้งในด้านความดังและความใสเคลียร์  และเมื่อเปิดเร่งระดับเสียงจนสุด เสียงที่ออกมาก็ไม่แตกพร้าอีกด้วย

 

ปุ่มพาวเวอร์จะอยู่ที่ฝั่งขวามือของตัวเครื่อง และตามที่เกริ่นไปในตอนต้น OPPO F9 ใช้ดีไซน์การออกแบบไล่เฉดสีที่รวมไปถึงขอบตัวเครื่องอีกด้วย จึงทำให้ตัวเครื่องดูสวยงามมีมิติ และถือเป็นครั้งแรกในตลาดสมาร์ทโฟนที่มีการไล่เฉดสีทั้งตัวเครื่องในลักษณะนี้ครับ

 

สำหรับฝั่งซ้ายจะประกอบไปด้วย ช่องถาดซิม+การ์ด MicroSD  และปุ่มเพิ่ม/ลดระดับเสียง ที่แยกออกมาเป็น 2 ปุ่ม ไม่ได้เป็นพาเนลเดียวแบบยาว ซึ่งตรงนี้จะช่วยให้การกดใช้งานมีความแม่นยำที่ดีกว่า

 

หนึ่งในจุดเด่นของ OPPO F9 คือการให้ช่องถาดซิมมาแบบ Triple slot  ทำให้สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดไปพร้อม ๆ กับการใส่หน่วยความจำภายนอก MicroSD Card ซึ่งเป็นข้อดีเหนือว่าถาดแบบไฮบริดที่มักนิยมใช้กันในสมาร์ทโฟนยุคนี้

 

Software & Feature

OPPO F9 เปิดตัวมาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 8.1 พร้อมครอบทับด้วย ColorOS 5.2 เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุด ในภาพรวม User Interface ไม่ได้ปรับเปลี่ยนไปจากสมาร์ทโฟนร่วมค่ายในซีรีส์อื่น ๆ  ถ้าใครเคยใช้งานสมาร์ทโฟน OPPO มาก่อน ก็คงคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ส่วนผู้ใช้งานหน้าใหม่ก็ไม่ต้องปรับตัวแต่อย่างใด เพราะ UX/UI ของ ColorOS 5.2 ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ง่ายเป็นทุนเดิมอยู่แล้วนั่นเอง

 

ไฮไลท์ที่น่าสนใจ

หน้าจอใหญ่เต็มตา รับชมคอนเทนต์ได้อย่างน่าประทับใจ

ด้วยความที่มาพร้อมหน้าจอใหญ่สะใจถึง 6.3 นิ้ว พร้อมออกแบบรอยบากในรูปทรงหยดน้ำ จึงทำให้ OPPO F9 นั้นมีพื้นที่จอแสดงผลต่ออัตราส่วนของบอดี้สูงถึง 90.8% เลยทีเดียว อีกทั้งขอบข้างหน้าจอทั้งซ้ายและขวาก็บางเฉียบ มีขนาดเพียง 1.7 มม.เท่านั้น ส่งผลให้การรับชมคอนเทนต์อย่าง Youtube หรือ Netflix ได้เต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น

 

ด้านการจัดสรรพลังงาน OPPO F9 อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี ด้วยความจุแบตเตอรี่ 3500 mAh พร้อมระบบประหยัดพลังงานในระบบปฏิบัติการ ColorOS และ CPU P60 ทำให้ในการใช้งานทั่ว ๆ ไปสามารถอยู่รอดได้ทั้งวัน แต่ถ้าหากใช้งานหนัก ๆ ก็ไม่ต้องห่วงครับ เพราะ OPPO F9  มาพร้อมเทคโนโลยีชาร์จไว  VOOC Flash Charge ที่ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง

 

เทคโนโลยี VOOC Flash Charge จะชาร์จด้วยแรงดันไฟฟ้าต่ำแต่รองรับกำลังไฟฟ้าสูงซึ่งพัฒนาเฉพาะ OPPO ซึ่งเร็วกว่าการชาร์จปกติถึง 4 เท่า ส่วนเรื่องความปลอดภัยก็หายห่วงด้วยระบบป้องกันถึง 5 ขั้น เริ่มตั้งแต่ตัวอแดปเตอร์ไปจนถึงช่องเสียบชาร์จและภายในตัวเครื่อง รวมไปถึง USB ที่ใช้สาย 7 เส้น Pin จากที่ปกติระบบชาร์จเร็วทั่วไปจะใช้จุดเชื่อมต่อพิเศษ 5 เส้น Pin ของ USB สำหรับเทคโนโลยี VOOC ใช้ 7 จุดเชื่อมต่อพิเศษ 7 เส้น Pin ของ USB จึงสามารถป้องกันแรงดันไฟฟ้าและความร้อนที่มากเกินไปได้ด้วยการชาร์จผ่านเส้น Pin ที่มีจำนวนมากขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลดีต่อคอเกมอีกด้วย เพราะสามารถชาร์จไปในขณะเล่นเกมได้เลยไม่ต้องห่วงเรื่องเครื่องร้อน เพราะ VOOC Flash Charge เพิ่มชิปอัจฉริยะ MCU เพื่อป้องกันการใช้ไฟเกินกำลัง จึงไม่ต้องกังวลเรื่องเครื่องร้อนขณะเล่นเกมแต่อย่างใด

 

ฟีเจอร์ยอดนิยมของสมาร์ทโฟนในยุคนี้ ต้องมีการแบ่งหน้าต่างเพื่อใช้งาน 2 แอปพลิเคชั่นไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งบน OPPO F9 นั้นเรียกใช้งานการแบ่งหน้าจอได้ง่าย ๆ เพียงลาก 3 นิ้วจากด้านล่างขึ้นไปยังด้านบน ก็จะสามารถใช้งาน 2 แอปในหนึ่งหน้าจอได้ในทันที และอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ขาดไม่ได้ก็คือแอพโคลน ที่รองรับการใช้งานแอปพลิเคชั่นโซเชียลยอดนิยม เช่น Line, Facebook หรือ Instagram ได้พร้อม ๆ กัน ถึง 2 แอคเคานท์ในเครื่องเดียว รวมไปถึงยังสามารถตอบโจทย์คอเกมด้วย Game Space ที่สามารถรีดศักยภาพของตัวกราฟิก ช่วยให้เราเล่นเกมได้อย่างเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถจัดการในด้านการเชื่อมต่อ ในขณะเล่นเกมได้อย่างยืดหยุ่น ทำให้ไม่สุดติดขัดจนเสียอารมณ์ในขณะเล่นเกม

 

“Full Screen Multitasking” ใน OPPO F 9 มีการปรับ UI ให้สวยงามดูมีมิติมากขึ้น

เมื่อใช้งานแอปพลิเคชั่นในโหมดแนวนอน เราสามารถเรียกใช้งานฟีเจอร์ Full Screen Multitasking ได้ด้วยการลากจากขอบด้านลำโพงสนทนาลงมา สำหรับฟีเจอร์นี้จะเป็นการรวบรวมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ไว้ในทีเดียวเพื่อให้สามารถเรียกใช้งานอย่างอย่างสะดวกรวดเร็ว อาทิเช่นทางลัดโปรแกรม การบันทึกหน้าจอทั้งแบบวีดีโอและภาพนิ่ง การปิดแจ้งเตือน Notification เป็นต้น ซึ่งทำให้เราสามารถทำงานได้พร้อม ๆ กันในเวลาเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือดูวีดีโอพร้อมกับตอบแชทไปด้วย ทำให้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ ๆ

 

ระบบรักษาความปลอดภัยมีให้ใช้งาน 2 รูป ทั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ และปลดล็อคด้วยใบหน้า ซึ่งนอกจากการปลดล็อดจอแสดงผลแล้ว ยังสามารถใช้ในการปลดล็อคแอป และพื้นที่เก็บข้อมูลส่วนตัวได้อีกด้วย สำหรับในด้านการใช้งานจริง ตัวเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมีมีความรวดเร็วแม่นยำที่ดีมาก ส่วนระบบปลดล็อคด้วยใบหน้าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเช่นกัน โดยลองทดสอบปลดล็อคในที่แสงน้อย หรือส่วมใส่แว่นตาก็ยังปลดล็อคได้โดยไม่พบเจอปัญหาแต่อย่างใด

 

Full Screen gesture สั่งการง่าย ๆ และสามารถใช้งานจอแสดงผลได้แบบเต็ม 100%

สำหรับ Navigation gestures เป็นฟีเจอร์ที่ใช้การสไลด์นิ้บนหน้าจอแสดงผลแทนการกดปุ่ม navigation เพื่อให้เหลือพื้นที่การใช้งานที่มากขึ้นกว่าเดิม ทั้งนี้ผู้ใช้งานสามารถเลือกได้ว่าจะใช้รูปแบบการสั่งการแบบไหน

 

ฟีเจอร์ด้าน Network และการโทรของ OPPO F9 มีความโดดเด่นด้วยการรองรับเทคโนโลยี Full Netcom 4.0 ทำให้สามารถสามารถจับสัญญาณ 4G/3G ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม รวมไปถึงยังรองรับ Dual VoLTE  ซึ่งฟีเจอร์ในด้านการโทรที่ให้มาก็ถือว่าครบถ้วนและมีประโยชน์ในการใช้งานจริงของชีวิตประจำวัน เช่นฟีเจอร์บล็อคสาย บล็อคข้อความ โดยเราสามารถเลือกสร้าง Blacklist และ Whitelist ได้ตามที่ต้องการ อีกทั้งยังสามารถบันทึกสายขณะโทรได้โดยตรง ไม่ต้องลงแอปเพิ่มเติมแต่อย่างใด

 

Gesture & Motion ฟีเจอร์ที่หลายคุ้นน่าจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เพราะฟีเจอร์พวกนี้มักจะมีมาให้ใช้งานในสมาร์ทโฟนหลาย ๆ แบรนด์ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรา หลักการทำงานจะไม่แตกต่างกัน กล่าวคือใช้การเคาะ การวาดบนหน้าจอ รวมไปถึงทำงานร่วมกับตัวเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ของตัวเครื่องเป็นต้น

 

แอปอัลบั้มของ OPPO F9 มีความฉลาดล้ำด้วย AI ที่ช่วยแยกพร้อมระบุประเภทภาพถ่ายให้โดยอัตโนมัติ โดยแยกเป็น 3 หมวดหมู่หลัก ได้แก่ รูปภาพทั้งหมด, ความทรงจำ, และอัลบั้ม เพื่อการค้นหาในภายหลังได้อย่างสะดวกง่ายขึ้น

 

นอกจากนี้ OPPPO F9 ยังมาพร้อมกับเครื่องมือตัดต่อวีดีโอที่อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์อันน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งความเร็วหรือปรับให้ช้า, สามารถใส่เสียง, เอฟเฟ็กต์พิเศษ, ข้อความ, ลายน้ำ, หรือธีมสวย ๆ เพื่อสร้างสรรค์วีดีโอของเราให้สนุกและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น

 

 

 

Benchmarks & Performance

แม้จะไม่ได้มาพร้อมกับชิปเซ็ตตัว Top อย่าง ซีรีส์ Find แต่ขุมพลัง MediaTek Helio P60 Octa-core ความเร็ว 2.0GHz นั้นก็ถือว่าแรงในระดับใช้งานทั่ว ๆ ไปได้เหลือเฟือ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นเกมหรือรับชมคอนเทนต์ความละเอียดสูง ๆ OPPO F9 ก็สามารถตอบสนองในการใช้งานได้อย่างราบลื่น โดยไม่พบอาการสะดุดติดขัดให้หงุดหงิดใจแต่อย่างใด

ส่วนในแง่ผลคะแนน Benchmarks ถือว่าเป็นรุ่นกลาง ๆ ที่มาพร้อมความลื่นไหล และความแรงในระดับที่นำไปใช้งานทั่วไปได้แบบสบาย ๆ พวกเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ก็ให้มาอย่างครบถ้วน รวมไปถึงการที่มาพร้อม RAM ถึง 6GB ก็ช่วยในด้านความลื่นไหลเมื่อเล่นเกมได้เป็นอย่างดี สำหรับ GPS ในภาครับสัญญาณดาวเทียมนั้นมีความรวดเร็วแม่นยำในระดับที่ดีมากครับ

 

Multimedia & Entertain

VDO Player บน OPPO F9 รองรับการเล่นไฟล์วีดีโอความละเอียด 4K ได้อย่างไหลลื่น แถมยังมีฟีเจอร์ที่ให้ฟิลลิ่งใกล้เคียงกับแอปชื่อดังอย่าง MX Player เช่นการปัดบนหน้าจอฝั่งซ้ายเพื่อปรับระดับความสว่าง และปัดบนหน้าจอฝั่งขวาเพื่อปรับเพิ่ม/ลดระดับเสียงเป็นต้น รวมไปถึงยังมีไฮไลท์ที่น่าสนใจ เมื่อเปิดไฟล์วิดีโอจาก OPPO F9 แม้ปิดหน้าจอหน้า ก็ยังสามารถฟังเสียงเพลงไฟล์วิดีโอนั้นต่อได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดพลังงานแบตเตอรี่ได้เพราะไม่ต้องเปิดหน้าจอไปด้วยนั่นเองครับ

 

Music Player มีจุดเด่ดที่ระบบเสียง Real HD Sound ที่ผู้ใช้งานสามารถปรับแต่ง Equalizer ได้อย่างยืดหยุน ทั้งรูปแบบสำเร็จรูป และการปรับแต่งในแบบแมนวน  ในด้านคุณภานเสียงนั้นหายห่วงครับ เพราะค่าย OPPO เองก็มีจุดเด่นและพัฒนาคุณภาพเสียงบนสมาร์ทโฟนมาอย่างยาวนาน จึงการันตีในแง่คุณภาพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ OPPO F9 ยังมาพร้อมฟีเจอร์ Music inter-connects ที่สามารถเปิดเพลงแชร์ไปกับเพื่อนพร้อม ๆ กันได้ เพียงแค่เชื่อมต่อ OPPO F9 กับมือถืออีกเครื่องเข้ากับ Wi-Fi ในวงเดียวกัน ทำให้ช่วยเพิ่มบรรยากาศความสนุกสนานยิ่งขึ้น ด้วยคุณสมบัติที่เหมือนดั่งมีลำโพงอยู่รอบ ๆ กาย

 

OPPO F9 มีวิทยุ FM มาให้ฟังกันเพลิน ๆ โดยมาพร้อมภาครับวิทยุแบบทศนิยมสองตำแหน่ง ในด้านภาครับสัญญาณมีความคมชัดที่ดีมาก แต่น่าเสียดายที่ให้ฟีเจอร์มาน้อยไปหน่อย ซึ่งในภาพรวมก็จะเน้นไปด้านการใช้งานเพื่อการฟังเป็นหลัก โดยไม่มีฟีเจอร์การบันทึกไว้ฟังแบบออฟไลน์ครับ

 

Game Space “การเร่งความเร็วเกม” ที่ช่วย optimization ให้เล่นเกมได้ไหลลื่นมากยิ่งขึ้น และยังมีฟังก์ชั่น ที่ช่วยจัดการด้านการแจ้งเตือน เช่นการปฏิเสทสาย หรือการรับสายผ่านทางแฮนด์ฟรีได้เป็นต้น ทำให้การเล่นเกมบน OPPO F9 นั้นเป็นไปอย่างสมูทลื่นไหล

 

ลองทดสอบเกมฮิต ๆ ในช่วงนี้ดูบ้าง

Asphalt 9 มาพร้อมกราฟฟิกสวยงาม แน่นอนว่าต้องการทรัพยากรทางด้าน Hardware ที่แรงอยู่ไม่น้อย ซึ่ง OPPO F9 นั้นเล่นเกมนี้ได้ลื่นไหลใช้ได้เลยครับ และไม่พบเจอการสะดุดหรือหน่วงจนผิดปรกติแต่อย่างใด

 

สำหรับ PUBG และ ROV แม้จะไม่สามารถเลือกเล่นในระดับความละเอียดสูงสุดได้ก็ตาม แต่การที่ให้แรมมาถึง 6GB ก็ช่วงส่งผลให้ภาพรวมการเล่นเกมบน OPPO F9 ค่อนข้างลื่นไหลดี ไม่มีอาการหน่วงสะดุดติดขัดให้หัวร้อนแต่อย่างใด

 

 

Camera & Sample

ครั้งแรกกับกล้องหลังคู่บนสมาร์ทโฟนซีรีส์ F โดย OPPO F9 มาพร้อมกล้องหลัง AI ความละเอียด 16+2 ล้านพิกเซล พร้อมกับระบบกันสั่น EIS (Electronic image stabilization) สามารถถ่ายภาพเบลอพื้นหลังสไตล์ Bokeh ได้เป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น และยังมาพร้อมกับ “AI scene recognition” ที่สามารถวิเคราะห์พร้อมระบุภาพถ่ายได้มากถึง 16 ซีน ที่พร้อมปรับแต่งภาพถ่ายให้สมบูรณ์ที่สุดไม่ว่าจะภาพอะไรก็ตาม โดยกล้องหลังของ OPPO F9 ยังสามารถแบ่งแยกประเภทภาพถ่ายเพื่อปรับแต่งภาพถึง 16 Tags ทั้งอาหาร ภาพวิว สัตว์เลี้ยง ฯลฯ โดยเมื่อเรายกกล้องไปยังวัตถุ หรือซับเจคที่อยู่หลังกล้อง ก็จะมีไอคอนแสดงประเภทหรือลักษณะของรูปแบบนั้น ๆ ขึ้นมาทางด้านซ้ายมือบนตามประเภทซีนที่ถ่าย

 

กล้องหน้า 25 ล้านพิกเซล พร้อมเซนเซอร์ HDR เพื่อถ่ายการถ่ายภาพเซลฟี่ที่สมบูรณ์แบบ และชูจุดขายด้วยเทคโนโลยี AI Beauty 2.1 ซึ่งมาพร้อมกับตัวเลือกการปรับแต่งภาพที่หลากหลาย สามารถตรวจจับใบหน้าได้ถึง 296 จุดเพื่อช่วยปรับแต่งใบหน้าได้อย่างอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติ ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับโหมด AI Beauty ใน OPPO F9 ยังช่วยปรับแต่งคอและแขน ให้ออกมาสวยสมบูรณ์แบบในสไตล์คุณอย่างไร้ที่ติด้วย ด้วยเทคโนโลยี AI สมาร์ทโฟน OPPO F9 สามารถวิเคราะห์โครงหน้าได้หลากหลายมิติเพื่อการถ่ายภาพเซลฟี่ โดยสามารถวิเคราะห์ได้ทั้ง เพศ อายุ สีผิว และผิวพรรณ ดังนั้นตามทฤษฎีจึงสามารถกล่าวได้ว่าโหมด AI Beauty นี้รองรับโครงหน้าเพื่อการปรับแต่งมากถึง 800 ล้านแบบสำหรับใบหน้าทุกเชื้อชาติทั่วโลก นอกจากนี้ AI Beauty ยังสามารถปรับแต่งใบหน้าในภาพเซลฟี่กลุ่ม ได้มากสูงสุดถึง 4 คนใน 1 เฟรม

 

Artistic Portrait Mode เพื่อการปรับแต่งแสงเทคนิคแบบ 3D และสไตล์ Bokeh เบลอพื้นหลังที่เป็นธรรมชาติ พร้อมฟีเจอร์การใช้เทคนิคแสง 3D lighting สำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยใช้อัลกอริทึมในการประมวลผลใบหน้าและแสงไฟเพื่อให้ภาพถ่ายบุคคลออกมาสมบูรณ์แบบเหมือนอยู่ในสตูดิโอ โดยแสงทั้งหมดมีด้วยกัน 5 แบบ ได้แก่ Natural light, Rim light, Tone light, Film light, Bi-color light

 

ภาคทดสอบใช้งานจริง เปรียบเทียบในโหมด Auto เปิด AI และปิด AI

 

ทดสอบกล้องหน้าในโหมด Auto โดยยังไม่เปิดใช้งาน AI Beauty ภาพที่ได้ให้ความคมชัดที่ดี และสกินโทนก็ก็ดูเป็นธรรมชาติไม่หลอกตาจนเกินไป

 

ลองเปิดใช้งาน AI Beauty ก็จะให้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในแง่การเกลี่ยสภาพสีผิวและความใสกระจ่างของใบหน้า ซึ่งเราสามารถปิด AI แล้วเลือกระดับของบิวตี้ตามที่ต้องการได้เอง 6 ระดับ

 

สำหรับกล้องหน้าในโหมด AI Beauty เราสามารถเลือกการใช้งานได้อย่างยืดหยุด ทั้งการปิดใช้งาน / เปิดระบบ AI ที่วิเคราะห์ให้เหมาะสมกับใบหน้าของเรา นอกจากนี้ยังสามารปรับ Beauty ได้เองตั้งแต่ระดับ 1 – 6

โดยภาพตัวอย่างในเซ็ทนี้จะเรียงลำดับดังนี้

  1. ปิดใช้งาน  AI Beauty
  2. เปิดใช้งาน  AI Beauty
  3. ปรับโหมด Beauty ไปที่ระดับ 3
  4. ปรับโหมด Beauty ไปที่ระดับ 6 (สูงสุด)

 

กล้องหน้ามาพร้อมเซนเซอร์ HDR  ที่ได้รับการเปิดใช้อย่าง real-time ทำให้ภาพเซลฟี่มีรายละเอียดครบถ้วนเหมือนที่ตาเห็น

ในโหมด HDR จะช่วยในเรื่องของการปรับแต่งภาพที่มีความเปรียบต่างของแสงมาก ๆ โดยภาพซ้ายจะเป็นการถ่ายย้อนแสงจะเห็นว่าฉากหลังจะสว่างจ้าและขาดรายละเอียดของตัววัตถุที่อยู่ด้านหลัง เมื่อเราเปิดโหมด HDR ก็จะทำให้เราสามารถดึงดีเทลโดยรวมของรูปภาพกลับมา ไม่ว่าจะเป็นท้องฟ้า หรือฉากหลังของภาพ โดยที่ภาพของตัวบุคคลยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเช่นเคย

 

สำหรับกล้องหลังก็มี AI Beauty มาให้ใช้งานไม่แตกต่างไปจากกล้องหน้าครับ ทั้งระบบ AI และสามารถเลือกระดับของบิวตี้แบบกำหนดค่าได้เอง 6 ระดับ

 

 

 

Portrait Mode ของกล้องหลัง ฉลาดล้ำด้วย AI โดยสามารถเบลอฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดของขอบต่าง ๆ ทั้งตัวบุคคลรวมไปถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเช่นเส้นผมได้ค่อนข้างเนียนตาดีมากครับ

 

 

นอกจากการละลายฉากหลังได้ดูเป็นธรรมชาติแล้ว ในส่วนของ Bokeh ก็น่าประทับใจไม่แพ้กัน ซึ่งจากรูปตัวอย่างที่เราได้ชมกันในครั้งนี้ ภาพที่ได้ให้ฟิลลิ่งของโบเก้อันนุ่มนวนในสไตล์ที่ไม่แพ้กล้องจริง ๆ เลยครับ

 

และยังมีโหมด Portrait Mode ในแนวนอน โดยแตะที่ไอค่อนรูปฟิลม์ภาพยนต์ตรงมุมซ้ายบนของจอแสดงผล ซึ่งโหมดนี้จะให้อารมณ์เหมือนการถ่ายภาพยนต์ โดยจะทำการซูมภาพของตัวแบบเข้ามาเพื่อให้เกิดการละลายฉากหลังได้มากยิ่งขึ้น

 

Artistic portrait mode เทคนิคการเติมแสง 3D lighting สำหรับการถ่ายภาพบุคคล โดยใช้อัลกอริทึมในการประมวลผลใบหน้าและแสงไฟเพื่อให้ภาพถ่ายบุคคลออกมาสมบูรณ์แบบเหมือนอยู่ในสตูดิโอ โดยมีแสงทั้งหมด 5 แบบ ได้แก่ Natural light, Rim light, Tone light, Film light, Bi-color light

 

โหมด Portrait + Natural light (แสงธรรมชาติ)

 

Rim light (แสงแบบภาพยนต์)

 

Tone light (แสงสีเดียว)

 

Film light (แสงเค้าโครง)

 

Bi-color light (แสงแบบสองสี)

 

 

 

ฟีเจอร์ใหม่ที่มาพร้อม OPPO F9 ก็คือโหมด Super Vivid Mode ที่เป็นการปรับแต่งแต่งภาพถ่ายของเรา ด้วยการเติมแสงไฟและสีสันให้ภาพดูมีชีวิตชีวาและมีความสดใสมากขึ้น โดยโหมด Super Vivid Mode สามารถแยกเฉดสีได้ชัดเจนระหว่างตัวบุคคลและพื้นหลัง โดยนอกจากจะสามารถใช้ในโหมดภาพนิ่งแล้ว ยังรองรับการใช้งานในโหมดบันทึกวิดีโอได้อีกด้วย

 

AR Sticker ใน OPPO F9 มาพร้อมกับ AR Sticker แบบใหม่ที่น่าตื่นเต้นมากขึ้น ทั้งในรูปแบบวิดีโอและรูปภาพ รวมถึงใส่เพลงคลอไปได้อีกด้วย อีกทั้งยังสามารถรองรับการถ่าย AR Sticker ได้สูงสุดพร้อมกันได้ถึง 4 บุคคล

 

จากนี้ไปดูภาพรวม ๆ จากกล้องหลังของ OPPO F9 กันต่อได้เลยครับ

 

 

สรุปกล้อง OPPO F9

OPPO F9 ยังคงทำผลงานด้านกล้องหน้าได้ดีสมกับเป็นเบอร์หนึ่งของการถ่ายเซลฟี่ไว้ได้ครับ และนอกจากนี้ยังมาพร้อมกับลูกเล่นใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การถ่ายเซลฟี่สนุกและได้ผลลัพธ์ดีกว่าที่เคย ส่วนกล้องหลังก็ทำผลงานได้ดีเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในสภาพแสงปรกติหรือในที่แสงน้อย โดยเฉพาะเรื่องไวท์บาลานซ์นั้นน่าประทับใจมาก รวมไปถึง Portrait Mode ของกล้องหลัง ที่ฉลาดล้ำด้วย AI โดยสามารถเบลอฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ พร้อมเก็บรายละเอียดของขอบต่าง ๆ ทั้งตัวบุคคลรวมไปถึงดีเทลเล็ก ๆ อย่างเช่นเส้นผมได้ค่อนข้างเนียนตาดีมากครับ

 

สรุป OPPO F9

ข้อดี

1. ดีไซน์สุดล้ำ ด้วยหน้าจอรอยบากรูปหยดน้ำ พร้อมการไล่เฉดสีฝาหลังลายกลีบดอกไม้ สะท้อนแสงแพรวพราว

2. เป็นสมาร์ทโฟน Mid-range แต่สเปคให้มาแบบครบ ๆ

3. ระบบปลดล็อคด้วยใบหน้ารวดเร็วแม่นยำ แม้ในที่แสงน้อย

4. หน้าจอแสดงผลแบบไร้ขอบ ใหญ่เต็มตา มีพื้นที่จอแสดงผลต่ออัตราส่วนของบอดี้สูงถึง 90.8%

5. กล้องหน้ามาพร้อมฟีเจอร์ใหม่และยังให้คุณภาพที่ดีเหมือนเคย ส่วนกล้องหลังขับเคลื่อนด้วย AI Scene Recognition ให้ภาพคมชัด สมจริง และ AI Portrait Mode ละลายฉากหลังได้เป็นธรรมชาติ

6. การจัดสรรพลังงานทำได้ค่อนข้างดี การใช้งานทั่ว ๆ ไป สามารถใช้งานได้ครบวัน และยังรองรับเทคโนโลยีชาร์จไว (VOOC Flash Charge) ที่ชาร์จเพียง 5 นาที สามารถคุยสายได้นานถึง 2 ชั่วโมง

7. การเชื่อมต่อให้มาอย่างครบถ้วน รวมไปถึงรองรับ Full Netcom 4.0 และ Dual VoLTE

8. ถาดซิมแบบTriple slot  ทำให้สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดไปพร้อม ๆ กับการใส่หน่วยความจำภายนอก MicroSD Card

 

 

สิ่งที่ต้องพิจารณา

  1. ไม่มี NFC

 

 

ก็คงจะฝากไว้แต่เพียงเท่านี้ สำหรับรีวิว OPPO F9 แล้วพบกันใหม่ในรีวิวทดสอบด้านเอนเตอร์เทนครับ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณที่ติดตามอ่านกันนะครับ

 

 



ถูกใจบทความนี้  15

ใส่ความเห็น