Huawei Mate 20 Series สมาร์ทโฟนอัจฉริยะขับเคลื่อนด้วย AI คู่ และนี่คือ Smartphone of the year ของปี 2018 !!

หากจะบอกว่าสมาร์ทโฟนส่งท้ายปีนี้ จะมีรุ่นไหนที่น่าสนใจ และควรค่าแก่การจับจองเป็นเจ้าของ ก็คงไม่พ้น Huawei Mate 20 Series ที่กระแสเปิดตัวจนถึงช่วงวางจำหน่ายจริงก็ยังคงความแรงต่อเนื่องไม่มีตก และสิ่งที่ทำให้ Huawei Mate 20 Series นั้นกลายเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงสุดร้อนแรงของปีนี้ ก็คือการเปิดตัวมาพร้อมนวัตกรรมอันอัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ล้ำสมัย ไม่ว่าจะเป็นความแรงจากชิปเซ็ตตัวล่าสุด “Kirin 980” บนสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร (7nm SoC) รุ่นแรกของโลก พร้อมทั้งความฉลาดล้ำขึ้นไปอีกขั้นด้วยหน่วยประมวลผล AI แบบคู่ (Dual-NPU) ที่ทำงานร่วมกับ Hardware อันโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นกล้อง 3 เลนส์รุ่นแรกของโลก และระบบชาร์จไว SuperCharge ที่รองรับกำลังไฟได้สูงสุดถึง 40W เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังฟีเจอร์เด่นอื่น ๆ อีกมากมายที่อัดแน่นอยู่ภายใน Huawei Mate 20 Series “สิ่งเหล่านี้กลายเป็นแรงพลักดันที่ทำให้ทีมงาน PDAMobiz มองว่า Mate 20 Series สามารถก้าวขึ้นมาเป็น Smartphone of the year ได้อย่างสมศักดิ์ศรี”

เรามาดูกันว่า ทำไม Huawei Mate 20 Series  จึงเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงสุดร้อนแรงของปีนี้กันครับ

 

ครั้งแรกของโลก กับชิปเซ็ตระดับ 7 นาโนเมตร ใน Kirin 980  

หัวเว่ยเปิดตัวชิปเซ็ตรุ่นล่าสุด “Kirin 980” ในสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตร (7nm SoC) รุ่นแรกของโลก ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา และชิปเซ็ต Kirin 980 ได้ถูกนำมาใช้งานบน Mate 20 Series เป็นครั้งแรกด้วยเช่นกัน ซึ่งเทคโนโลยีอันสุดล้ำและประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของ Kirin 980 จึงเป็นหนึ่งในแรงพลักดันให้เกิดการปฏิวัตินวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในสมาร์ทโฟนให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น ด้วยการผสานทั้งหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) หน่วยประมวลผลกราฟฟิก (GPU) และหน่วยประมวลผลด้าน AI แบบคู่ (Dual NPU) ส่งผลให้ Kirin 980 เป็นสุดยอดชิปเซ็ตสำหรับการใช้งานเพื่อการทำงานและความบันเทิงแห่งยุคอนาคต

 

สำหรับไฮไลท์ที่น่าสนใจของ “Kirin 980” ไม่ใช่แค่ความเร็วแรง หรือประสิทธิภาพที่สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ Kirin 980 ยังมาพร้อมกับสุดยอด 6 เทคโนโลยีครั้งแรกของโลกอีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้

1.World’s 1st 7nm SoC, (ชิปเซ็ตบนสถาปัตยกรรมขนาด 7 นาโนเมตรรุ่นแรกของโลก)

2. World’s 1st Cortex-A76 Based CPU, ( ชิป Cortex-A76 ตัวใหม่ที่สามารถประมวลผลได้ 6.9 ล้านล้าน transistors ซึ่งไวกว่าเดิม 60% )

3. World’s 1st Mali-G76 GPU, (ชิปกราฟิครุ่นใหม่ล่าสุด Mali-G76  )

4. World’s 1st Dual-NPU, ( ชิป NPU  ชิปประมวลผล AI แบบคู่ รุ่นแรกของโลก )

5. World’s 1st 1.4 Gbps Cat.21 Modem (รองรับชิปโมเด็ม เน็ตเวิร์ค ความเร็วสูงสุด 1.4 Gbps )

6. World’s 1st SoC Supporting 2133 MHz LPDDR4X (ครั้งแรกของโลกที่สามารถรองรับ RAM DDR4 ที่ความถี่ 2133 MHz )

 

สรุปไฮไลท์ Kirin 980 

  1.  มีจำนวนทรานซิสเตอร์ต่อพื้นที่บรรจุ 1 ตารางเซ็นติเมตรสูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนถึง 1.6 เท่า จึงส่งผลให้เพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานได้ดีกว่า 20%
  2.  มีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำลงถึง 40% เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตขนาด 10 นาโนเมตร
  3.  เทคโนโลยี AI คู่ สามารถควบคุมความเร็ว Clock Speed ที่สูงกว่าชิปเซ็ตรุ่นก่อนหน้า จึงเปิดแอปพลิเคชั่นได้เร็วขึ้น, ทำงานบน Multitasking ได้ดีกว่า, และมีความไหลลื่นในการใช้งานมากกว่าชิปเซ็ตรุ่นเดิมแบบสัมผัสได้
  4.  ชิปประมวลผลกราฟฟิก Mali-G76 GPU ที่ติดตั้งไว้ใน Kirin 980 ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถได้รับประสบการณ์การเล่นเกมที่เหนือชั้น ซึ่งตัว GPU มีความเร็วในการประมวลผลกราฟฟิกสูงกว่าเดิม 46% และใช้พลังงานน้อยลงถึง 178% เมื่อเทียบกับรุ่นก่อน

ด้วยความเร็วแรงของชิปเซ็ตตัวใหม่ Kirin 980 ที่ตัว CPU แรงขึ้น 75% จึงจัดการด้านพลังงานได้ดีขึ้น 58%  ส่วน GPU หรือหน่วยประมวลผลกราฟิคนั้นก็แรงขึ้นถึง 46% แต่ใช้พลังงานน้อยลง 178% ทำให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลภายในตัวเครื่อง หรือเปิดแอปพลิเคชั่นได้รวดเร็วขึ้น และแน่นอนว่าส่งผลในด้านเอนเตอร์เทนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับชมวีดีโอความละเอียดสูงอย่าง 4K ได้อย่างสมูทลื่นไหลกว่าที่เคย หรือการสตรีมคอนเทนต์ความละเอียดสูง ๆ  รวมถึงประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่สูงขึ้นตามไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน การจัดสรรพลังงานนั้นก็ทำได้ดีขึ้นเช่นกัน โดยมีความสอดคล้องกับการใช้งานจริง เรียกว่าสามารถรองรับการใช้งานหนัก ๆ มีต้องการทั้งความเร็วแรง ความลื่นไหล แต่ยังสามารถใช้งานได้ต่อเนื่องยาวนาน โดยแบตนั้นไม่ได้หมดไวจนเกินไป ซึ่งดีขึ้นแบบสัมผัสได้เมื่อเทียบกับชิปเซ็ตรุ่นก่อน

 

 

Huawei Mate 20 Series สมาร์ทโฟน ฉลาดล้ำ พร้อมเป็นผู้ช่วยได้ในทุกสถานการณ์ 

Huawei Mate 20 Series ที่มาพร้อมกับชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุด มีประสิทธิภาพการทำงานในภาพรวมที่ เร็ว แรง แถมยังฉลาดล้ำขึ้นกว่าเดิมด้วย Dual-NPU ชิปประมวลผล AI แบบคู่ ที่ขับเคลื่อนให้ Huawei Mate 20 Series ทำงานได้เต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ พร้อมปฏิวัตินวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในสมาร์ทโฟนให้เหนือขึ้นไปอีกขั้น

กล่าวได้ว่าหัวเว่ย เป็นผู้บุกเบิก ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ในสมาร์ทโฟนเป็นแบรนด์แรกของโลก จนกระทั่งจุดประกายและเป็นทรนด์ที่หลาย ๆ แบรนด์ต่างก็ต้องปรับตัวตามด้วยการนำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสนอสมาร์ทโฟนออกมาแข่งขันในท้องตลาด  ซึ่งหัวเว่ยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ หลังจากประสบความสำเร็จในการนำ AI มาใช้งานบน Mate 10 Series ในปี 60 ทีผ่านมา  ในปีนี้หัวเว่ยยังคงก้าวล้ำคู่แข่งไปอีกขั้นด้วยการเปิดตัว Dual-NPU ชิปประมวลผล AI แบบคู่ ซึ่งสามารถทำงานได้เร็วขึ้น ฉลาดขึ้น พร้อมเป็นผู้ช่วยที่สามารถตอบทุกโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันให้กับผู้ใช้งานได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้งานทั่วไป ๆ, การถ่ายภาพ, ด้านเอนเตอร์เทนต์ รวมไปถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่รัดกุมและปลอดภัยขึ้นจากการผสานจุดเด่นของ Hardware และ AI เข้าด้วยกันอย่างเต็มเปี่ยมประสิทธิภาพ

 

ตัวอย่างฟีเจอร์ความฉลาดล้ำจาก Huawei Mate 20 Series

ฟีเจอร์ 3D Depth Sensing Camera เหนือชั้นขึ้นด้วยประสิทธิภาพทางด้านการรักษาความปลอดภัย สามารถจดจำใบหน้าได้ครอบคลุมกว่า 30000 จุด จึงทำการปลดล็อคสมาร์ทโฟนได้รวดเร็วภายในไม่กี่วินาที แต่ทั้งนี้ หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยให้ตัว Hardware แสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ก็คือ Software หรือความฉลาดล้ำของชิปเซ็ตรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Kirin 980 ที่มาพร้อม AI คู่นั่นเอง

 

ฟีเจอร์ Huawei Hivision แค่ส่องกล้องไปยังวัตถุอยู่ตรงหน้า ก็สามารถบอกข้อมูลของสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นได้ในทันที ทั้งการแปลภาษา, สแกน QR Code, หรือกระทั่งจำนวนแคลอรี่ของอาหารที่เรารับประทาน และด้วยความฉลาดของฟีเจอร์ Hi Touch (AI shopping) เมื่อถ่ายรูปแล้วแตะไปที่รูปนั้น ๆ ก็สามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกที่อยู่ตรงหน้าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว เช่น ยี่ห้อ, ราคา หรือสถานที่ เป็นต้น

แน่นอนว่าฟีเจอร์ล้ำ ๆ บน Huawei Mate 20 Series ยังมีอีกเพียบ นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนในความฉลาดล้ำของ Huawei Mate 20 Series ซึ่งสามารถช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำให้กับผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี สมกับที่ได้รับการยอมรับให้เป็น Smartphone of the year ของ ปี 2018 อย่างแท้จริง

ที่สุดของกล้องสมาร์ทโฟน ที่ยกระดับคุณภาพขึ้นไปอีกขั้นทั้งภาพนิ่งและวีดีโอ

หลังจากรุ่นพี่ P20 Pro ครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งสมาร์ทโฟนที่มีกล้องคุณภาพดีที่สุดในโลกไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าคะแนนกล้องของ Huawei Mate 20 Series จากทาง DxOMark จะยังไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่เราก็สามารถสัมผัสได้ถึงพัฒนาการกล้องบน Huawei Mate 20 Series ที่ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน และรอบนี้ไม่ได้มีดีแค่ภาพนิ่งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เพราะวีดีโอบน Mate 20 Series ก็มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดเช่นกัน ซึ่งส่งผลให้คุณภาพกล้องจาก Huawei Mate 20 Series นั้นยกระดับขึ้นไปอีกขั้น และมีความครบเครื่องลงตัวกว่าที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

 

ไฮไลท์ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ Huawei Mate 20 Series

Huawei Mate 20 Series เปิดตัวมาพร้อมกล้องหลัง 3 เลนส์เป็นรุ่นแรกของโลก และยังคงจับมือเป็นพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาคุณภาพกล้องร่วมกับ Leica แบรนด์ระดับโลกเหมือนเช่นเคย  โดยใน Huawei Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่นจะมีความแตกต่างกันในด้านรายละเอียดเล็กน้อยดังนี้

 

Huawei Mate 20

 

  • กล้องหลังสามเลนส์จากความร่วมมือกับ Leica เช่นเคย โดยกล้องตัวที่ 1 เป็นเลนส์ Wide Angle ที่ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง  f/1.8
  • กล้องตัวที่สอง เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ Ultra Wide Angle ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงที่  f/2.2
  • กล้องตัวที่สาม เป็นเลนส์ซูม (Telephoto) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f/2.4 (รองรับการซูมแบบ Optical ที่ 2X )

กล้องหน้าจะให้ความละเอียดมาที่ 24 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f/2.0 (ไม่รองรับ 3D Depth Sensing Camera)

 

Huawei Mate 20 Pro, Mate 20 X

  1.  มาพร้อมกับกล้อง Leica จำนวน 3 เลนส์ ที่ประกอบไปด้วย กล้องตัวหลักเลนส์มุมกว้าง (Wide Angle) ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสงกว้าง f/1.8,
  2.  กล้องตัวที่สอง เป็นเลนส์มุมกว้างพิเศษ (Ultra Wide Angle) ความละเอียด 20 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงกว้าง f/2.2
  3.  กล้องตัวที่สาม เป็นเลนส์ซูม (Telephoto) ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล มีรูรับแสงกว้าง f/2.4 รองรับการซูมแบบไม่สูญเสียรายละเอียดที่ 3X และไฮบริดซูมที่ 5x

สำหรับกล้องหน้าจะให้ความละเอียดมาที่ 24 ล้านพิกเซล มีค่ารูรับแสง f/2.0 พร้อมรองรับ 3D Depth Sensing Camera

 

เรียกว่าทั้งสามรุ่นต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ฟีเจอร์โดยรวมนั้นจัดเต็มไม่ว่าจะใช้ Mate 20 หรือ Huawei Mate 20 Pro, Mate 20 X ก็มั่นใจได้ว่า คุณภาพจากกล้องทั้งสามรุ่นสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้ใช้งานได้ดีไม่แพ้กันครับ

ส่วนในด้านฟีเจอร์การถ่ายภาพ Huawei Mate 20 Series ยังได้รับการสืบทอดฟีเจอร์ และเทคโนโลยีอันสุดล้ำมาจากรุ่นพี่ P20 Series  ด้วยเช่นกัน เช่น เทคโนโลยี Master (AI) ที่ใช้การการขับเคลื่อนจาก AI หรือเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เข้ามาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นฉาก สภาพแสง รวมไปถึงวัตถุต่าง ๆ ที่อยู่ในเฟรม เพื่อนำสิ่งเหล่านี้มาปรับแต่งให้เหมาะสม และถ่ายทอดออกมาได้อย่างสวยงามเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังให้ผลลัพธ์ทีดีด้วยการถ่ายในช็อตเดียวอีกด้วย

สำหรับความสามารถของ Master (AI) รอบนี้มีการอัพเกรดความสามารถขึ้นมาจากรุ่นพี่ P20 Series โดยสามารถตรวจจับซีนต่าง ๆ ได้มากถึง 1,500 ซีนจากทั้งหมด 25 หมวดหมู่ ซึ่งทำได้ดีขึ้นจาก P20 Series ที่สามารถตรวจจับได้เพียง 19 หมวดหมู่เท่านั้น แถมด้วย AI แบบคู่ ที่มาพร้อม Mate 20 Series ยังส่งผลให้ การวิเคราะห์ การประมวลผล การตรวจจับซีน และการปรับแต่งในขั้นตอนสุดท้ายนั้นทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้นอีกด้วย เรียกว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นทั้งด้าน Hardware และ Software ที่จับคู่ทำงานร่วมกันได้อย่างลงตัวมาก ๆ

และทั้งสามรุ่นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่โดดเด่นมากมาย พร้อมตอบโจทย์ผู้รักการถ่ายภาพได้ตั้งแต่มือสมัครเล่นจนไปถึงมือโปร ที่รักการถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ

เรามาดูฟีเจอร์เทพ ๆ บางส่วนของ Huawei Mate 20 Series กันครับ

 

โหมด AI-Painting ด้วยการประมวลผลอัจฉริยะ จากสมองกล AI สามารถแยกแยะภาพสถานการณ์ได้มากกว่า 1500 แบบ และจับภาพได้ถึง 25 โหมด สามารถแบ่งจับเก็บทุกสัดส่วนในภาพเดียวได้แม่นยำ

ระบบกันสั่น AIS (AI Image Stabilisation ) ฟีเจอร์เด่นจากรุ่นพี่ P20 Pro ที่เป็นการใช้ AI เข้ามาช่วยจัดการล็อคเฟรมในการถ่าย เพื่อให้สามารถเปิดหน้าชัตเตอร์รับแสงได้นานขึ้นในสภาพแสงน้อยหรือในที่มืด ผ่านทางโหมด Night Mode ทำให้สามารถได้ภาพที่มีความสว่างไสว คมชัด โดยไม่ต้องใช้ขาตั้ง

โหมด AI Cinema ผู้ใช้งานสามารถบันทึกวีดีโอได้เหมือนการถ่ายทำภาพยนต์ทั้งการปรับแต่งแสง สี และฉากที่ใช้ AI ในการประมวลผลแบบ Real Time และพร้อมตัดต่อได้ทันทีด้วยฟีเจอร์ AI Video Editor อีกทั้งยังมีลูกเล่นที่น่าตื่นตาตื่นใจมาให้ใช้งานอีกด้วย เช่น  AI Colour – ล็อคสีของตัวแบบไว้ โดยปรับฉากหลังให้เป็นโทนสีขาว-ดำ , Background Blur – ถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ, Vintage – ถ่ายวิดีโอในโทนสีแบบวินเทจ, Suspense – ถ่ายวิดีโอในแบบคุมโทนสีน้ำเงิน, Fresh – ถ่ายวิดีโอโดยเน้นปรับสีสันให้มีความสว่างสดใสเป็นพิเศษ

โหมด (Portrait) ภาพถ่ายบุคคล ใน Huawei Mate 20 Series มีการอัพเกรดความสามารถขึ้นมาอีกขั้น โดยสามารถปรับเอฟเฟ็กต์ของโบเก้ (Bokeh) ด้วยเอฟเฟ็กต์แสง 5 แบบ และมีสามารถปรับรูปร่างของโบโก้  4 รูปแบบ ได้แก่ วงกลม, หัวใจ, Swirl และโบเก้ทรงข้าวหลามตัด

สุดท้าย คือฟีเจอร์ใหม่ที่เพิ่มเข้ามา คือฟังก์ชัน Super Macro ที่รองรับการโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุด 2.5 ซ.ม. ทำให้สามารถถ่ายวัตถุที่อยู่ใกล้ ๆ ได้อย่างคมชัด ไม่ว่าจะเป็นตัวอักษรบนกระดาษ ดอกไม้ เครื่องประดับ เป็นต้น

 

ลองทดสอบคุณภาพจากกล้องหลังของ Huawei Mate 20 Pro

โหมด Auto ในค่าเริ่มต้นจะเป็นใช้งานที่การซูม 1X

 

ถ้าต้องการได้ภาพมุมกว้างจากเลนส์ Ultra Wide Angle ให้เลือกไปที่การซูม 0.6x  สามารถเรียกใช้งานได้ที่ปุ่มซูมด้านล่างของหน้าจอ หรือใช้การจีบนิ้วบนหน้าจอเพื่อเรียกใช้โหมด Ultra Wide Angle ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

 

ซูมแบบ 3x ด้วย Optical Zoom โดยไม่สูญเสียความคมชัด

 

ใช้ไฮบริดซูม 5X  คุณภาพที่ได้ ยังคงให้ความคมชัดและเก็บดีเทลรายละเอียดไว้ได้ค่อนข้างดี ไม่แพ้การซูมแบบ Optical 3x เลยครับ

 

ลองใช้ดิจิตอลซูม 10x ได้คุณภาพขนาดนี้ ถือว่ายอดเยี่ยมมาก ๆ และเชื่อได้ว่ายังไม่มีสมาร์ทโฟนรุ่นไหนที่ให้คุณภาพซูมแบบดิจิตอลได้เท่า Mate 20 Series

 

Auto Mode

 

AI (AI Image Stabilisation : AIS)  ที่ทำงานร่วมกับ Night Mode จะช่วยให้ภาพถ่ายกลางคืน มีความสว่างไสว คมชัด โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งกล้อง

 

โหมด Auto

โหมด Super Macro ที่รองรับการโฟกัสวัตถุได้ใกล้สุดถึง 2.5 ซ.ม.

 

โหมด (Portrait) ภาพถ่ายบุคคล ใน Huawei Mate 20 Series สามารถปรับเอฟเฟ็กต์ของโบเก้ (Bokeh) ด้วยเอฟเฟ็กต์แสง 5 แบบ และมีสามารถปรับรูปร่างของโบโก้ได้ 4 รูปแบบ ทำให้ภาพถ่ายบุคคลจากกล้องของ Huawei Mate 20 Series มีความโดดเด่นน่าสนใจเพิ่มมากยิ่งขึ้น

 

ตามที่เกริ่นไปในตอนต้น การถ่ายวีดีโอบน Huawei Mate 20 Series นั้นมีพัฒนาการที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เนื้อไฟล์หรือระบบกันสั่นที่ดีขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการเพิ่มฟีเจอร์ที่ทำงานร่วม AI เข้ามาได้อย่างน่าสนใจ เช่น ในโหมด AI Cinema ผู้ใช้งานสามารถบันทึกวีดีโอได้เหมือนการถ่ายทำภาพยนต์ทั้งการปรับแต่งแสง สี และฉากที่ใช้ AI ในการประมวลผลแบบ Real Time รวมไปถึงฟีเจอร์  AI Zoom ที่สามารถเลือกล็อกโฟกัสไว้ที่เป้าหมาย เพื่อให้เป้าหมายอยู่ในเฟรมตลอดเวลา และพร้อมตัดต่อได้ทันทีด้วยฟีเจอร์ AI Video Editor แต่ยังไม่หมดเท่านี้ เพราะ AI Video Editor ยังมีฟีเจอร์สุดเจ๋งอีกอย่างก็คือ เราสามารถเลือกใบหน้าบุคคลที่อยู่ในคลิป จากนั้นระบบจะทำการตัดต่อคลิปสั้น ๆ ให้โดยอัตโนมัติ

 

ที่สุดของสมาร์ทโฟนเรือธงที่มีแบตความจุมหาศาล พร้อมระบบชาร์จรวดเร็วทันใจ และปลอดภัยด้วยเทคโนโลยี SuperCharge

หนึ่งในไฮไลท์ที่ต้องบอกว่าเป็นจุดขายหลักของ Mate 20 Series ก็คือการที่ให้แบตเตอรี่ความจุสูงมาในบอดี้ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่ตามไปด้วย เมื่อเทียบกับสมาร์ทโฟนในท้องตลาดจะเห็นได้ว่า Mate 20 Series นั้นให้ความจุแบตเตอรี่สูงกว่าคู่แข่ง โดยเฉพาะถ้าวัดจากปริมาณความจุ กับอัตราส่วนของบอดี้ แถมยังมีจุดเด่นด้วยระบบชาร์จไว  SuperCharge ที่รองรับกำลังไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 40W เลยทีเดียว

 

โดย Huawei Mate 20 X มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุมากสุดที่ 5000mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Huawei SuperCharge สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-58% ได้ในเวลา 30 นาที

ถัดมาจะเป็นรุ่น Huawei Mate 20 Pro  ที่มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4200mAh และรองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบใหม่ล่าสุด Huawei SuperCharge 40W สามารถจ่ายกระแสไฟได้สูงสุดถึง 40W ช่วยให้สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-70% ได้ในระยะเวลาเพียง 30 นาทีเท่านั้น ซึ่งถือว่าเร็วมาก ๆ

สุดท้ายในรุ่น Huawei Mate 20 มาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 4000mAh รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ Huawei SuperCharge สามารถชาร์จแบตเตอรี่จากระดับ 0-58% ได้ในเวลา 30 นาที

นอกจากนี้ ในด้านความปลอดภัยก็หายห่วง เพราะเทคโนโลยี Huawei SuperCharge ได้ผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland สถาบันรับรองความปลอดภัยจากประเทศเยอรมัน ซึ่งเป็นองค์กรที่ตรวจสอบสินค้าทุกชนิด ว่ามีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่า Huawei SuperCharge เป็นเทคโนโลยีอันล้ำสมัยและมีความปลอดภัยสูงสุด

 

นอกจากฟีเจอร์ SuperCharge ที่ชาร์จไว มีความปลอดภัยสูง ทาง Huawei ยังมีนวัตกรรมล้ำสมัยก้าวล้ำคู่แข่งไปอีกขั้น ด้วยฟีเจอร์ Wireless Reverse Charging ที่สามารถเปลี่ยน Mate 20 Pro ให้กลายเป็นที่ชาร์จแบบไร้สาย โดยหลักการทำงานนั้นจะเหมือนกับ Power Bank นั่นเอง ซึ่งเราสามารถแชร์แบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์อื่น ๆ ที่รองรับการชาร์จแบบไร้สาย โดยเปิดฟีเจอร์ Wireless Reverse Charging ในการตั้งค่าของตัวเครื่อง จากนั้นนำอุปกรณ์ที่ต้องการชาร์จมาประกบเข้าที่ด้านหลังเครื่อง Mate 20 Pro เท่านี้เราก็สามารถแชร์แบตเตอรี่ให้กับเพื่อน ๆ ของเราได้อย่างสะดวกง่ายดาย

 

สรุปส่งท้าย

HUAWEI Mate 20 Series เปิดตัวมาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัย อัดแน่นไปด้วยประสิทธิภาพที่ได้มีการพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นด้วยชิปเซ็ตใหม่ล่าสุดที่เร็ว แรง และฉลาดล้ำยิ่งขึ้นด้วยความอัจฉริยะจาก AI คู่ ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานทั่วไป การเล่นเกมที่มีกราฟิคสูง ๆ และกล้องที่มีฟีเจอร์อัดแน่นแต่ใช้งานง่าย สามารถถ่ายภาพออกมาได้อย่างสวยงาม แม้จะไม่มีความรู้ความชำนาญด้านการถ่ายภาพมาก่อนก็ตาม รวมไปถึงแบตเตอรี่ความจุสูง ที่สามารถใช้งานยาวนานได้ตลอดวัน พร้อมรองรับนวัตกรรมด้านการชาร์จไวด้วย Huawei SuperCharge ที่นอกจากจะชาร์จได้รวดเร็วทันใจ ยังมาพร้อมความปลอดภัยที่ผ่านการรับรองจากสถาบันระดับโลกอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้คือองค์ประกอบสำคัญที่ทีมงาน PDAMobiz มองว่า HUAWEI Mate 20 Series ทั้ง 3 รุ่น ได้แก่ Mate 20, Mate 20 Pro และ Mate 20X เหมาะสมกับการเป็นสมาร์ทโฟนอัจฉริยะที่ดีที่สุดแห่งปี หรือ Smartphone of the year ของ ปี 2018 ทั้งในด้านความไฮเทคและนวัตกรรมใหม่ ๆ รวมถึงฟีเจอร์, ความสามารถ และครองความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

 

 



ถูกใจบทความนี้  11

ใส่ความเห็น